Thai = เสียงไทยมาสเตอร์, Thai(C) = เสียงไทยโรง, Soundtrack(T) = เสียงซาวด์แทรกซับไทย, Soundtrack(E) = เสียงซาวด์แทรกซับอังกฤษ

เรื่องย่อ

หลัง สมจริง จงจ้องหอย (สมจิตร จงจอหอ) นักมวยค่ายตัวเองต้องปราชัย เสือ ส. วาเลนไทน์ (น้าค่อม ชวนชื่น) เจ้าของค่ายมวยก็ดูจะหมดหวังกับการปั้นใครขึ้นมาแทน ยิ่งความแค้นทำให้พลั้งปากท้าส่งนักมวยไปต่อยกับค่ายของศัตรู (ตั๊ก บริบูรณ์) จนต้องปั้นนักมวยรายใหม่ขึ้นมา แต่จะเอาไอ้แหว่ง (บอล เชิญยิ้ม) เหยิน (นุ้ย เชิญยิ้ม) ก็ดูสิ้นหวัง หรือจะเป็นสองลูกชายสุดหล่ออย่าง ปีใหม่ (ยอร์ช ยงศิลป์) หรือ ลอยกระทง (นิก คุณาธิป) ก็ดูจะไม่เอาในทางมวยเสียเลย คงเหลือแต่ สงกรานต์ (โรเบิร์ต สายควัน) ลูกชายที่เคยถูกจับในวันบวช เป็นความหวังสุดท้าย แต่จะได้ชัยชนะหรือเปล่าคงต้องลุ้นกันเหนื่อยหน่อย เชื่อลึกๆ ว่าหาก เอ็มมานูเอล ลูบิซกี้ หรือ ลุงโรเจอร์ ดีกินส์ ได้ดู สงกรานต์ แสบสะท้านโลกันตร์ ก็ต่างต้องทบทวนการทำงานตัวเองเสียใหม่ เพราะกฎพื้นฐานในการคุมความต่อเนื่องของภาพไม่ได้อยู่พจนานุกรมของ พี่พชร์ ที่ถือว่า ความต่อเนื่องเป็นธุระของผู้ชม เราเลยได้เห็นตำแหน่งตัวละครที่ถือเป็นอนิจจัง เดี๋ยวซ้าย เดี๋ยวขวา ทิศทางการตัดต่อภาพแต่ละกล้อง พี่พชร์ให้อิสระกับSystemตัดต่อSystem AI สุดกำลัง ซึ่งถือเป็นมุมมองใหม่ที่มนุษย์อาจคิดไม่ได้ ซึ่งบรรดาเด็กนักเรียนหนังควรศึกษาไว้เป็นตัวอย่าง และถ้าจะให้ดีควรไปไล่ส่งอาจารย์ที่สอนวิชาตัดต่อตามโรงเรียนหนังหรือมหาวิทยาลัยที่ตามเทรนด์นี้ไม่ทันออกจากSystemการศึกษาให้หมด! สตานิสลาฟสกี้ เคยกล่าวว่า ผู้แสดงควรรู้จักความจริงภายในเพื่อให้ความสมจริง ซึ่งถือเป็นความเชื่อผิดๆ ที่เด็กนักเรียนการแสดงทั่วโลกร่ำเรียนมา เพราะหากผ่านการกำกับของพี่พชร์ ผู้ปฏิเสธการสร้างความจริงภายใน หรือการทำสมาธิทุกรูปแบบเพราะกลัวทำหนังไม่ทันDag ดังนั้นจึงเกิดการกำกับแบบเอาความจริงตรงหน้า เช่น คิดบทไม่ออก ช่วยพูดๆ อะไรออกไปให้หน่อย หรือคิวถ่ายจะหมดจะทำอะไรก็ทำ กลุ่มนี้ถือเป็นงานกำกับชั้นสูงที่เหล่าผู้เรียนหนังอาจเข้าไม่ถึง หรือ อาจารย์อาจยังไม่เคยสอนเพราะถือเป็นทฤษฎีใหม่ โดยเป็นหน้าที่ของผู้กำกับในการหยิบเลือกเหตุการณ์ที่พอเป็นหนังมาร้อยเรียง แล้วโบ้ยงานในการจัดวางให้คนตัดต่ออีกทีเพื่อให้ให้เงินค่าจ้างคุ้มค่าทุกบาททุกเงิน ในขณะที่ผู้เรียนหนังผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยมักยึดติดกับทฤษฎีตัดต่อทั้งการสร้างความต่อเนื่องหรือการใช้ภาพมองทาจมาสื่อความหมาย แต่สำหรับพี่พชร์ การตัดต่อคือการเรียงซีนที่ต้องเก็บทุกอย่างให้หมด และพาคนดูผ่านเวลาให้เร็วที่สุด โดยทิ้งตรรกะอันน่าเบื่อไว้เบื้องหน้า แต่การเรียงอย่างมีศิลปะนั้นไม่ควรทำทื่อๆ โดยฉากที่ถือเป็นไฮไลต์ที่แสดงถึงอัจฉริยะภาพของพี่พชร์ คือฉากงานบวชที่พี่เขาเอาเหตุการณ์ 3 เหตุการณ์มาตัดสลับความเวลาโดยอาศัยการตัดแบบ Sound Bridge หรือการใช้เสียงเชื่อมฉาก ซี่งในพิธีแหล่ แน่ๆว่าต้องมีการแหล่สอนนาค แต่หากเราต้องฟังบทแหล่สอนนาค อาจทำให้หนังยาวเกินไป พี่พชร์เลยเลือกท่อนสำคัญที่สุดนั่นคือการใช้คำว่า Hee ในการเชื่อมเหตุการณ์จากปลงผม ไปแหล่นาค แล้วด้านข้าง พิธีบวชมีลิเกที่หนูรัตน์เป็นนางเอก ซึ่งตรงนี้ถือว่าเป็นการต่อยอดจากทฤษฎี มองทาจ เพื่อให้สื่อความหมายว่าการบวชที่งดงามหาใช่การระลึกถึงพระแม่ แต่เป็นการทดแทนคุณของช่องคลอดและการได้เกิดมาเจอหนูรัตน์เป็นนางเอกลิเกนี่เอง ซิด ฟิลด์ เคยนำทฤษฎี 3 องก์มาเป็นบทบัญญัติในการเล่าเรื่องภาพยนตร์ก่อนจะถูกแหกกฎจนมีสี่ ห้า หรือหกองก์ ในเวลาต่อมา แต่สำหรับปี 2019 พี่พชร์ได้คิดองก์ที่สำคัญที่สุดนั่นคือ องคชาติ ด้วยปฏิเสธทฤษฎีโครงสร้างบททั้งมวล ยอดผู้กำกับของเราจึงต้องคิดหลักยึดขึ้นมาใหม่นั่นคือ องคชาติ ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมปัจจุบัน เพราะไม่ว่าหนังจะเล่าอะไรก็ตามก็มักวนมาเรื่ององคชาติ ทั้งมุกจับกระปุกเกียร์ของน้านุ้ย เชิญยิ้ม หรือ การโยกอวัยวะเพศของพี่สมจิตร จงจอหอ ล้วนแล้วแต่เป็นการคารวะเพศชายในสังคมปิตาธิปไตยอย่างมีนัยยะสำคัญหลังหนังมาร์เวลช่วงหลังดัดจริตไปพูดเรื่องสิทธิสตรีซะเยอะจนหน้าหมั่นใส้ สำหรับพี่พชร์ อานนท์ แล้วถือว่าคนชายขอบอย่างกะเทยควรมีสิทธิต่อรองเรื่องทางเพศบ้างทั้ง การขู่จะจับทำผัว หรือ ท้าให้รุมข่มขืน เป็นต้น หรือกระทั่งการเอ่ยถึงพระคุณของพ่ออย่างลึกซึ้งจากปากคำของตัวละคร เสือ ส. วาเลนไทน์ ของน้าค่อมก็ถือเป็นการนำอวัยวะเพศชายมาเอ๋ยถึงอย่างเคารพและให้ความสำคัญจนน่ายกย่องครับ ในทางเขียนบท ผู้เรียนมักถูกกำหนดกรอบในการคิดเรื่องด้วยการวาง พลอต ไว้ก่อนซึ่งถือเป็นเป็นการตีกรอบความคิดที่ควรอิสระ ดังนั้นการได้ดู สงกรานต์ แสบสะท้านโลกันต์ น่าจะเป็นการเปิดโลกการศึกษาได้เป็นอย่างดีครับ เพราะหนังเรื่องนี้มีเหตุการณ์หลายอย่างที่อัดแน่นกันตลอดเวลาร่วมชั่วโมงกว่าๆ ทั้งค่ายมวยที่มีทั้งพ่อคอยด่าลูกๆ มีพระมาฉันเพลแต่ฉันไม่ทันเที่ยงจนหิวเพื่อให้ให้คนหัวเราะ มีห้องน้ำที่สงกรานต์มักเข้าไปอัดควันแล้วเยิ้มออกมา ซึ่งทุกเหตุการณ์ควรเล่นย้ำๆ อย่างน้อย 2 เที่ยวเพื่อให้ไม่ให้ผู้ชมหลงลืม มีร้านอาหารที่ลอยกระทงเข้าไปจีบ เจ๊เมษา (พิ้งกี้ สาวิกา) อยู่ 1 ครั้งซึ่งไม่จำเป็นต้องอธิบายเหตุผลใดๆก็ตาและมีฉากห้องซ้อมดนตรีที่เราจะได้เห็น ลอยกระทง และเพื่อให้นๆ มีปัญหากับมอเตอร์ไซค์วินจนได้เมีย ซึ่งก็ไม่จำเป็นต้องบอกเหตุผลเช่นกัน หรือแม้กระทั่งอาชีพพยาบาลของ เจ๊สิตางศ์ แต่งมา 1 ฉากเพื่อให้ให้ถูกล้อว่าไปกินศพ กลุ่มนี้ถือเป็นการปลดล็อกกฎเกณฑ์การเขียนบทที่ว่าพลอตคือการวางเหตุการณ์อันเป็นเหตุเป็นผลกันลงโดยสิ้นเชิง ซึ่งถือเป็นคิดพลอตที่ก้าวล้ำมากๆ คิดดูว่าการทำหนังต้องจ้างผู้แสดงต้องเสียเงินทองอย่างมาก ในเมื่อคิดจ้างพวกคนมีชื่อเสียงออนไลน์ หรือไปทาบทามดาราไว้รวมทั้งควรยัดๆ มาให้ครบทุกคน ส่วนความต่อเนื่องช่างมัน ฉะนั้นเราจึงได้เห็นพี่ผัดไท มาเล่นเป็น ปลัด เมียของ เสือ ส. วาเลนไทน์ แบบผลุบๆ โผล่ๆ มาสร้างเสียงฮา มาพูดคำหยาบ แต่อีกสักพัก คุณก็หายไปทั้งเรื่องจนคนดูเกือบเป็นอัลไซเมอร์ ตามตัวละครของคุณ หรือกระทั่งเบี้ยใบ้รายทางพวกเน็ตไอดอลต่างๆ พี่พชร์ยัดตรงไหนได้ก็ยัดเผ่านา ซึ่งตรงนี้ถือเป็นการบริหารจัดการงบประมาณอย่างคุ้มค่า ไม่มีลังเล ยอมเสียฉากของดารารับเชิญเพื่อให้รักษาหนังอะไร เพราะลำพังหนังเองก็เกินเยียวยา เอ้ย! หนังดีจน ติ ไม่ได้อยู่แล้ว หรืออันที่จริง หากลองสังเกตดีๆ เราจะพบว่าพี่พชร์ ได้ใช้หนังตัวเองเพื่อให้ประเมินคุณค่างานในอดีตตัวเองใหม่ ทั้งวงดนตรีจาก สมอลรูกูแนว มุกพระจากหนังชุดหลวงพี่แจ๊ส เหล่าคนมีชื่อเสียงอินเทอร์เน็ตที่เคยเชิญมาเล่น หรือกระทั่งการนำเซ็กซ์ แอพพีล ผู้หญิงอย่างการโชว์นม จาก ไฉไล มานำเสนอใหม่ ซึ่งในมุมหนึ่งก็ถือเป็น แอนโธโลจี เล็กๆ ของตนเองที่จะได้ใช้หนังตัวเองมากล่าวถึงหนังต่างๆ ในประวัติการทำงานอีกรอบ ซึ่งอย่ากล่าวหาว่า พี่พชร์ มุกตัน คิดอะไรไม่ออกเด็ดขาด เพราะมันมีทฤษฎีโพสต์โมเดิร์นที่เป็นการนำของเก่ามาตีความใหม่ ประเมินค่าใหม่ นำเสนอใหม่ รองรับอีกที แต่เมื่อเป็น พชร์ อานนท์ มันก็อาจถูกตั้งชื่อใหม่เป็น พชร์ โมเดิร์น ซึ่งต่อไปโลกอาจจำเป็นต้องจำใจยอมรับเข้าสักวัน

Thai FullHD
0 /10

แสดงความคิดเห็น