Thai = เสียงไทยมาสเตอร์, Thai(C) = เสียงไทยโรง, Soundtrack(T) = เสียงซาวด์แทรกซับไทย, Soundtrack(E) = เสียงซาวด์แทรกซับอังกฤษ

เรื่องย่อ

ไม่มีกฎกติกาใดๆ ในไฮเปอร์คิวบ์ ! ในห้องรูปทรงลูกบาศก์ อันเต็มไปด้วยบรรยากาศอันชวนฉงนฉงาย เหล่าคนแปลกหน้า 8 คน รู้สึกตัวขึ้นอีกครั้ง โดยไม่รู้ว่าพวกเขามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร มันก็คือ "ไฮเปอร์คิวบ์" ห้องลูกบาศก์สี่มิติ สิ่งก่อสร้างซึ่งแสดงถึงกฎของความว่างเปล่า ไม่มีห้วงเวลาหรือสามารถวัดห้วงเวลาได้ ผู้ที่จะออกไปจากที่นี่ได้ จะต้องเป็นผู้ที่สามารถปลดล๊อคความลับ ของสภาวะอันเหมือนฝันร้าย ก่อนที่จะถูกมันดูดกลืน และทำลายใครก็ตามที่ยังคงติดกับอยู่ในนั้น ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ การหาทางหลบหนีหมายถึงการเดินทาง แต่เป็นการเดินทางไม่รู้จบ ในห้องที่ถูกเชื่อมโยงติดต่อกัน ขณะเดียวกัน ความผิดปกติอันอยู่เหนือจินตนาการ ได้ก่อให้เกิดปรากฏการณ์แห่งความตายขึ้น ภายในจักรวาลแห่งดินแดน 4 มิตินี้ การค้นหาทางออก เต็มไปด้วยอันตรายที่ไม่สามารถล่วงรู้ได้ นักโทษทั้ง 8 คน ดิ้นรนเพื่อค้นพบว่าอะไรคือ "ไฮเปอร์คิวบ์" และทำไมพวกเขาติดกับดัก อยู่ในสิ่งที่ไม่เป็นธรรมชาติเช่นนี้ นักโทษทั้ง 8 ได้แก่ ผู้ประสานงานด้านเทคโนโลยีของกองทัพสหรัฐ ผู้การแมไควร์ (บรู๊ซ เกรย์), เจอร์รี่ (นีล โครน) วิศวกรไฟฟ้าผู้ใจดี, เคต (คารี่ แม็ทเช็ตต์) นักคลีนิคจิตบำบัด, แม็กซ์ (แม็ทธิว เฟอร์กูสัน) นักออกแบบเกมคอมพิวเตอร์, ซาช่า (เกรซ ลีน กัง) นักเรียนสาวตาบอด, จูเลีย (ลินเซย์ คอร์เนลล์) ทนายสาวสวย และ มิสซิสพาลี่ย์ (บาร์บาร่า กอร์ดอน) นักคณิตศาสตร์นอกราชการ พวกเขาทั้งหมดต้องรวมกัน เพื่อเผชิญหน้ากับสิ่งที่ไม่มีใครรู้จักนี้ เช่นเดียวกับความลึกลับ, ความน่าสะพรึงกลัว ที่พวกเขาไม่อาจหลีกพ้น แท้จริงไฮเปอร์คิวบ์ก็คือ การทดลองแบบใหม่ ที่พวกเขาไม่ได้ตั้งใจที่จะมีส่วนร่วม และกลายเป็นเหยื่อของความโหดร้าย ในรูปแบบของภาพลวงตา ซึ่งทำให้ประสาทหลอน หรือการกระทำอันน่าฉงนงงงวยต่างๆ ในขณะที่พวกเขาจำเป็นต้องกล้า และไว้วางใจซึ่งกันและกัน แต่ความกลัวและความไม่ซื่อสัตย์ กลับกลายเป็นสิ่งที่อันตราย ในการสร้างความหวังที่จะหลบหนีไปจากที่นี่ การแข่งขันในเส้นทางของมิติที่ 4 เป็นการแข่งขันที่ต้องแข่งกับเวลาและสถานที่ ซึ่งแรงดึงดูดของโลกกลายเป็นความรู้สึกส่วนตัว และไม่สามารถวัดห้วงเวลาได้ การหลบหนีออกจากห้องลูกบาศก์นี้ ไม่ใช่การพยายามหาทางออก แต่มันคือการค้นหาช่วงเวลาของทางออก และนั่นคือคำตอบที่พวกเขาต้องค้นให้พบ อันเดรซ์จ เซกูล่า อดีตผู้กำกับภาพชื่อดังของวงการภาพยนตร์จาก American Psycho, Hackers, Pulp Fiction, Reservoir Dogs ที่หันมาเอาดีทางกำกับ ได้รับการทาบทามให้มาทำหน้าที่กุมหางเสือ ให้กับภาพยนตร์เรื่อง Cube 2: Hypercube ภาพยนตร์ที่จะไม่ใช่ภาพยนตร์แบบธรรมดา อย่างที่มักจะมีการทำภาพยนตร์แนวเดียวกัน ในแบบเดียวกันสืบทอดต่อกันมา มันไม่ใช่ภาคต่อหรือภาคเสริมของภาพยนตร์เรื่องใดๆ แต่เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของภาพยนตร์ ที่สามารถเสนอสิ่งที่เป็นสไตล์ของตัวเอง สำหรับผู้ชมรุ่นใหม่ๆ บทภาพยนตร์ที่ท้าทายที่สุด ถูกเขียนขึ้นด้วยการสร้างปริศนาอันสลับซับซ้อน และความขัดแย้ง ซึ่งต้องยกความดีความชอบให้กับผู้เขียนบท ฌอน ฮู๊ด (Halloween: Resurrection, The Crow: Wicked Prayer) ด้วยทักษะการเขียนบท ที่ได้รับการฝึกอบรมวิชาคณิตศาสตร์บริสุทธิ์มาอย่างดี อีกทั้งยังมีนักเขียนบทอย่าง เออร์นี่ บาร์บาราช มาช่วยสร้างคุณภาพให้แก่บทยิ่งขึ้น ทำให้มั่นใจได้ว่าผลลัพธ์สุดท้าย จะต้องเป็นภาพยนตร์ผจญภัยที่น่าตื่นตาตื่นใจ มีปริศนาอำพรางในทฤษฎี หรือสมมติฐานที่ยากจะคาดดะเนได้ โดยวางหลุมพราง ไว้ด้วยหลักเหตุผลที่แปลกประหลาด ของโลกมิติที่ 4 ด้วยความฉลาดหลักแหลมในการเขียนบทภาพยนตร์ ฌอน ฮู๊ด ได้นำแนวความคิดทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ตลอดจนความเชี่ยวชาญ ในการสร้างปริศนาสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ของรูบิค มันเป็นความท้าทาย แต่ยังคงไว้ด้วยเหตุผลทางเทคนิคที่ไม่อาจปฏิเสธได้ มีการเก็บรวบรวมองค์ประกอบของปริศนาทั้งหมด ให้ความสำคัญมากขึ้น ต่อความขัดแย้งระหว่างผู้ถูกคุมขังในสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ และเพิ่มเรื่องราวให้เต็มไปด้วยความตื่นเต้นเร้าใจอย่างครบถ้วน อันเป็นหัวใจหลักของภาพยนตร์โดยอัตโนมัติ เซกูล่าเลือกใช้บริการของ ไดอาน่า แม็กนุส มารับหน้าที่เป็นผู้ออกแบบงานสร้าง การได้ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดพวกเขา ทำให้ค่อยๆ สร้างภาพของห้องสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ขึ้น ขณะที่ยังคงรักษาความคิดดั้งเดิม ซึ่งพิสูจน์ได้ว่ายังคงความลึกลับ ที่สามารถจะพบได้ในมิติที่ 4 เท่านั้น เซกูล่าได้นำกลวิธีในการจัดแสง ให้เนียนตาแบบใหม่เข้ามาใช้ แต่ความท้าทายมากที่สุด คือการสร้างความเคลื่อนไหวให้เหมาะสม ด้วยการทำงานของกล้อง เช่นการแพนไปรอบๆ แสดงความหมายของห้องทั้งหมด อย่างต่อเนื่องในแต่ละช็อต เลนส์ของกล้องกำลังถ่ายภาพทั้งหมด ผ่านไปยังทุกๆ พื้นผิว และทุกๆ มุมอย่างเท่าเทียมกัน อุปกรณ์ทุกอย่างได้รับการออกแบบอย่างระมัดระวัง เพื่อที่จะทำให้ไม่สามารถเห็นสิ่งเหล่านี้อย่างแน่นอน เมื่อมีการเดินกล้องถ่ายทำ ยิ่งกว่านั้น การสร้างความเขย่าขวัญของผู้ร่วมแสดงในภาพยนตร์ และเครื่องมืออุปกรณ์ของพวกเขา จะไม่ปรากฎเลยในภาพยนตร์ ภายในฉากที่ถูกสร้างขึ้น โดยมีขนาดความกว้างของพื้นที่เพียง 17 ฟุต (วัดจากเส้นทแยงมุม) ในทุกๆ ทิศทางจะถูกซ่อนไว้, การเคลื่อนย้ายภาพของกลุ่มคน โดยพิจารณาสำหรับการเคลื่อนไหว ของอุปกรณ์และบุคคล ในขณะที่การจัดภาพมารวมกัน โดยการสร้างภาพและความประทับใจจากคอมพิวเตอร์, การเคลื่อนไหวกล้องเพื่อให้ได้ภาพที่มีความละเอียด, การคำนวณทางคณิตศาสตร์ และการใช้เทคนิคเพื่อช่วยให้เกิดภาพ เสมือนว่าผู้ชมได้สวมบทบาทตามลำพัง ในสี่เหลี่ยมลูกบาศก์นี้ ภายในสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ กลายเป็นสิ่งก่อสร้างที่ไม่ธรรมดา ด้วยการรวมภาพของแสงและวัตถุ ในขนาดพื้นที่ 17 ฟุต x 17 ฟุต x 17 ฟุต จากฝาผนัง, เพดาน, และพื้น บนเส้นที่กึ่งโปร่งใส, สีอะครีลิคเป็นมันวาว เปิดเผยให้เห็นถึงโครงร่างอลูมิเนียมที่ควบคุมได้ การออกแบบแสงที่ไม่มีการปรับแต่ง เช่นเดียวกับการจัดแสงที่ดีที่สุดของฉาก ซึ่งเป็นท่อที่แตกออกเป็นท่ออีกประมาณ 2,200 ท่อ เป็นท่อแบบที่ใช้ในอุตสาหกรรม มีการวางท่อสำหรับวางเท้า 8 อันทุกๆ พื้นที่ของสี่เหลี่ยม, ผนังสี่ด้าน, พื้น และเพดาน การทำสิ่งนี้เป็นพิเศษ เพื่อเปิดทางให้แสงสว่าง ที่ไม่เพียงแต่จะเห็นได้ในเฟรมเท่านั้น แต่จะช่วยเสริมให้ฉากดูมีความสำคัญในตัวเองด้วย สำหรับรายละเอียดขั้นสุดท้าย ของห้องลูกบาศก์นี้ ทีมสเปเชี่ยลเอฟเฟคท์ของเรื่อง Cube 2: Hypercube คือ Mr.X, Inc. (Wrong Turn, Dawn of the Dead, Blizzard, American Psycho 2) ได้จัดทำทั้งหมดขึ้นมาใหม่ เพื่อให้มีความเหมาะสมในการทำวิช่วลเอฟเฟ็คท์ 150 ช็อต ซึ่งได้ถูกกำหนดไว้ในบทภาพยนตร์ การตัดสินใจในเรื่องวิช่วลเอฟเฟ็คท์ จะถูกนำเสนอให้มีลักษณะรูปแบบทั้งหมด ที่ไปในแนวทางเดียวกัน Cube 2: Hypercube นำแสดงโดย คารี่ แม็ทเช็ตต์ (Angel Eyes), บรู๊ซ เกรย์ (S.W.A.T., My Big Fat Greek Wedding, Spy Hard), นีล โครน (Against the Ropes, The Recruit, American Psycho 2, Left Behind), เจอเร้นท์ วีน เดวี่ส์ (American Psycho 2, มินิซีรีส์ Robocop: Prime Directives), แม็ทธิว เฟอร์กูสัน (The English Patient, Billy Madison, ซีรีส์ Nikita) วันที่ออกฉาย: 15 เมษายน 2546 (อเมริกา) ผู้กำกับ: Andrzej Sekuła ภาพยนตร์ซีรี่ส์: ลูกบาศก์มรณะ ประพันธ์ดนตรีโดย: นอร์มัน โอเรนชไตน์ บทภาพยนตร์: เออร์นี่ บาร์บารช, ฌอน ฮู้ด รีวิว cube 2 : Hypercube (2002) ลูกบาศก์มรณะ 2 สืบเนื่องจากภาคแรก (1997) นับว่าประสบความสำเร็จในด้านคำวิจารณ์พอสมควร ด้วยลีลาการเล่าเรื่องที่ใช้พื้นที่ปิดตายเพียงที่เดียวและใช้ทฤษฎีทางคณิตศาสตร์เข้ามาไขปริศนาได้อย่างสนุก จึงทำให้เกิดภาค 2 ขึ้นมา cube 2 ยังคงเล่าเรื่องในห้องรูปทรงลูกบาศก์ คน 8 คน ได้สติขึ้นมาในห้องของแต่ละคนแล้วเดินเปิดประตูผ่านไปทีละห้องจนมาพบกันถกเถียงว่าพวกตนมาอยู่ในห้องนี้ได้อย่างไร พวกเขาประกอบด้วย ผู้ประสานงานด้านเทคโนโลยีกองทัพ วิศวกร นักคลีนิคจิตบำบัด นักออกแบบเกมคอมพิวเตอร์ สาวตาบอด ทนายสาวสวย นักคณิตศาสตร์ พวกเขาต้องช่วยกันเอาตัวรอดและหาทางออกจากห้องลูกบาศก์สี่เหลี่ยมสีขาวสว่างนี้ไปให้ได้ และเนื้อเรื่องที่เล่าได้ก็มีแค่นี้ครับ สำหรับผมแล้วเอาเข้าจริงๆ cube 2 เนื้อเรื่องแทบไม่มีอะไรแตกต่างไปจากภาคแรก และสำหนับผมรู้สึกว่าไม่สนุกเท่าอีกด้วย ทั้งในด้านมิติ ตรรกะของตัวละครรวมถึงเนื้อหาที่ผู้สร้างต้องการนำเสนอ ตรรกะของตัวละครบิดเบี้ยว เช่นบางคนบางจังหวะหนีได้กับไม่หนี เวลาที่ควรจะรีบกลับไม่รีบ บางตัวละครดูเหมือนไร้สาระไม่มีประโยชน์กับเรื่อง บางตัวละครมีภูมิหลังมีทักษะดีแต่กลับไม่ได้ใช้ทักษะนั้นในการแก้ไขสถานการณ์แต่อย่างใด บางตัวละครก็แสดงความเห็นใจและช่วยเหลือผู้อื่นจนเกินความพอดีของความเป็นมนุษย์ สำหรับผมแล้วการนำตัวละครหลายตัวที่มีทักษะเฉพาะตัว ผู้กำกับน่าจะมีวิธีการให้แต่ละคนใช้ความสามารถตัวเองมาใช้ได้อย่างเต็มที่มากกว่านี้ การสร้างความไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกันของตัวละครก็ทำได้ไม่สุด ซึ่งในภาคนี้มีน้อยมากดูแล้วไม่มีใครโดดเด่นอะไรเลย cube 2 ไม่ได้ให้ตัวละครตัวใดตัวหนึ่งฉลาดจนเกินไป หรือเก่งโดดจนเกินไป ดังนั้นวิธีการคิดในการเดินผ่านแต่ละห้องจึงไม่มีความโดดเด่น แม้จะผ่านไปครึ่งเรื่องก็ดูไม่มีอะไรคืบหน้า ซึ่งต่างกับ cube 1 ที่การผ่านไปแต่ละห้องนั้นต้องใช้การคำนวณทางคณิตศาสตร์ทำให้เราดูแล้วสนุกไปได้มากกว่าในภาคนี้ แต่ cube 2 ก็ยังมีไม่เด็ดมาทำให้เราไม่เบื่อคือการเล่นกับเวลา และมิติของเวลา ซึ่งจะอธิบายต่อไป นอกจากนี้การใช้ตัวดำเนินเรื่องหลักไม่มีความน่าสนใจมากนักคือ ห้องทรงลูกบาศก์ใน cube 2 ต่างกับห้อง cube 1 ที่แต่ละห้องใช้แสงสีขาวเพียงสีเดียวไม่ได้เปลี่ยนสีไปตามแต่ละห้อง เป็นข้อจำกัดของ cube 2 ที่ไม่สามารถใช้สีแสดงถึงอารมณ์ที่แตกต่างได้ ดังนั้นในภาคนี้ อารมณ์และพฤติกรรมของตัวละครจึงไม่ได้มีความซับซ้อนหรือเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอย่างรุนแรงมากนัก ใครพฤติกรรมอย่างไร อารมณ์แบบไหนก็มักจะเป็นแบบนั้นไปตรง ๆ ทั้งเรื่อง จะมีก็แต่เพียงตัวเอาตัวละครตัวเดียวที่อารมณ์บิดเบี้ยวทั้งนี้อาจจะเกี่ยวข้องกับมิติของเวลาในห้องลูกบาศก์ก็เป็นได้ เนื่องจากสีห้องให้ลูกบาศก์แทนค่าด้วยแสงสีขาวทั้งหมด ดังนั้นหนังจึงเลือกใช้วิธีให้ตัวละครสวมใส่เสื้อผ้าของตนเอง ซึ่งต่างกับภาคแรกที่มีห้องหลากสีแต่ตัวละครใส่เสื้อผ้าเหมือนกัน การเลือกให้ตัวละครใส่เสื้อผ้าของตัวเองที่มีความแตกต่างกันนั้นคือการแสดงถึงภูมิหลัง ชีวิต แนวคิด และอารมณ์ของตัวละครที่แตกต่างกันนั่นเอง cube 2 ใช้เรื่องทางวิทยาศาสตร์มีความซับซ้อนยากเกินความเข้าใจของคนดูทั่วไป พูดเรื่อง Hypercube หรือลูกบาศก์ 4 มิติ เป็นหนึ่งในทฤษฎีทางฟิสิกส์ มิติที่ 4 ของในเรื่องนี้ประกอบด้วย กว้าง ยาว ลึก และอากาศหรือที่ว่าง ซึ่งต่างกับทฤษฎีเดิมที่กล่าวถึงมิติที่ 4 คือเวลา แต่หนังก็ไม่ทิ้งเรื่องความสำคัญของเวลากลับดึงเวลาเข้ามาใช้อธิบายเรื่องมากกว่าความเป็น Hypercube เสียอีก หนังยังเพิ่มความสับสนงุนงงให้กับคนดูที่ไม่มีความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์คือ เล่นเรื่องเกี่ยวกับทฤษฎีทางฟิสิกส์คือ มิติควอนตัม (Quantum Realm) อธิบายทฤษฎีมิติเวลา การเดินทางของเวลาในอากาศ การซ้อนทับของเวลา จะเรียกว่าโลกคู่ขนานก็ได้ ซึ่งแต่ละมิติเวลาล้วนแต่เป็นความเป็นจริง แม้จะเป็นช่วงเวลาเดียวกันแต่ก็สามารถเกิดเหตุการณ์ขึ้นได้ต่างกัน ซึ่งเหตุการณ์ทุกอย่างนั้นเกิดขึ้นจริงและมีความเกี่ยวพันกันไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง (ช่วงนี้ทำให้คิดถึงหนังเรื่อง Interstellar ของคริสโตเฟอร์ โนแลน ซึ่งหากใครได้ดูอินเตอร์สเตลลาร์มาก่อน ก็น่าจะช่วยให้เข้าใจ cube 2 ได้บ้าง) เวลานั้นไม่ได้เดินทางเป็นเส้นตรง สามารถย้อนไปย้อนมาหรือถอยหลังได้ เวลาแต่ละมิติเดินไม่เท่ากัน ซึ่ง cube 2 แสดงให้เห็นชัดเจนว่าหลายช่วงเวลามีการซ้อนทับกัน เช่นพบเจอของใช้ที่เหมือนกัน พบเจอการเขียนที่ประตูห้องลูกบาศก์ หรือตัวละครเห็นตนเองในอีกห้องหนึ่ง เป็นต้น ดังนั้น cube 2 จึงเป็นการสอนฟิสิกส์ ในเรื่องของมิติ+เวลาให้กับเราว่า วิธีการหาทางออกจากห้องลูกบาศก์จึงต้องคำนวณหาช่วงเวลาที่สัมพันธ์กัน จากการเล่นเรื่องทฤษฎีทางฟิสิกส์ทำให้ cube 2 เป็นหนังที่ดูแล้วคิดตามได้ยาก ซึ่งต่างจาก cube 1 ที่ใช้ทฤษฎีทางคณิตศาสตร์พื้นฐานในการดำเนินเรื่อง และด้วยความที่เป็นศาสตร์ทางฟิสิกส์คนทั่วไปคงเข้าใจวิธีการของหนังได้ยากตามไปด้วย หนึ่งในนั้นก็คือตัวผมเอง นอกจากนี้ ความพิเศษของห้องลูกบาศก์ในภาคนี้คือ แต่ละห้องลูกบาศก์ มีแรงโน้มถ่วงต่างทิศกัน และ แต่ละห้องไม่มีกับดักเหมือนใน ภาคแรก แต่ความอันตรายของห้องลูกบาศก์คือการเคลื่อนตัวมิติเวลา และการเคลื่อนตัวแต่ละครั้งสามารถทำร้ายผู้คนที่อยู่ในห้องถึงตายได้ ทำให้ลดความตื่นเต้นไปเยอะเลย ในมิติของการใช้ทฤษฎีทางฟิสิกส์ที่หนังต้องการจะเล่านั้นแท้จริงแล้วนับว่ามีความน่าสนใจมาก แต่หนังกับอธิบายให้คนดูเข้าใจได้ไม่ดีนัก สำหรับผมแล้วนี่คือข้อเสียสำคัญของ cube 2 ที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง ความชาญฉลาดในการเล่าเรื่อง ดูเหมือนว่าอ่อนกว่าภาคแรกเพราะภาคแรกดำเนินเรื่องอยู่ในห้องลูกบาศก์เท่านั้น แต่ใน cube 2 มีการทำให้คนดูเห็นเรื่องราวนอกห้อง ผ่านความทรงจำของตัวละคร ดังนั้นจึงไม่อาจพูดได้ว่า เป็นหนังเล่าเรื่องอยู่ในพื้นที่จำกัด อีกทั้งยังเพิ่มคอมพิวเตอร์กราฟฟิกเข้ามาเป็นฉากหลัง ส่วนนี้คงเป็นเพราะได้งบประมาณมากขึ้นจากในภาคแรกนั้นเอง กล่าวโดยสรุป cube 2 แทบไม่มีอะไรแปลกใหม่แตกต่างจากภาคแรก ความน่าสนใจและวิธีการดำเนินเรื่องลดลง อีกทั้งยังสร้างความงุนงงให้กับคนดูด้วยทฤษฎีทางฟิสิกส์ที่ยากเกินเข้าใจ แต่อย่างน้อยที่สุด cube 2 ก็ยังพอจะเดินไปข้างหน้าได้บ้างเพราะตัวละครตั้งข้อสันนิษฐานว่าห้องลูกบาศก์น่าจะเป็นการทดลองขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง ซึ่งจะต้องดูในภาค 3 ต่อไป 5.5/10

Thai HD
5.6 /10

แสดงความคิดเห็น