Thai = เสียงไทยมาสเตอร์, Thai(C) = เสียงไทยโรง, Soundtrack(T) = เสียงซาวด์แทรกซับไทย, Soundtrack(E) = เสียงซาวด์แทรกซับอังกฤษ

เรื่องย่อ

หากจะให้อธิบายแก่นของหนังอย่าง Da 5 Bloods ให้ง่ายที่สุดมันก็จะถูกจำกัดความด้วย สงครามเวียดนาม และ หัวข้อการเรียกร้องที่ดินในประวัติศาสตร์ให้คนสัญชาติแอฟริกัน อเมริกัน แต่เพิ่มเรื่องของการผจญภัยตามล่าขุมทองและอัฐิของเพื่อให้นร่วมรบ แต่หากไปนึกภาพว่ามันจะเป็นหนังสงครามที่เอะอะยิงกัน หรือ ย้อนอดีตไปเล่าวีรกรรมทหารหาญผิวสีล่ะก็อาจมีเหวอได้ เพราะในบรรดาแนวหนังที่ผสม ๆ กันมันถูกบอกเล่าผ่านวิสัยทัศน์ของสไปค์ ลี คนทำหนังชาวแอฟริกัน อเมริกัน ที่มักบอกเล่าเรื่องราวเสียดสีสังคมโดยเฉพาะหลักสำคัญเชื้อชาติและชีวิตที่ต้องดิ้นรนของพี่น้องชาวแอฟริกัน อเมริกันของตน ว่ากันถึงบริบทของประวัติศาสตร์สงครามเวียดนามกันก่อน โดยในการรับรู้ของชาวโลกมันคือสงครามที่อเมริกาได้เผ่านาแทรกแซงการเมืองของเวียตนาม ลาว และกัมพูชาจนเกิดการปะทะกันขึ้นเพียงเพราะอเมริกาต้องการจะเล่นบทตำรวจโลก ทำให้คนชาติเดียวกันถือปืนมาห้ำหั่นกันเอง และก็เป็นสหรัฐอเมริกาที่กลับไปพร้อมความปราชัย และแผลเป็นทางประวัติศาสตร์ WHAT THE FACT รีวิว Da 5 Bloods DA 5 BLOODS (L to R) JONATHAN MAJORS as DAVID , ISIAH WHITLOCK JR. as MELVIN , NORM LEWIS as EDDIE , CLARKE PETERS as OTIS , DELROY LINDO as PAUL in DA 5 BLOODS . Cr. DAVID LEE /NETFLIX © 2020 และสำหรับโลกภาพยนตร์เองก็เคยบันทึกความอัปยศของสงครามเวียตนามไว้หลายเรื่อง ที่โดดเด่นที่สุดคงหนีไม่พ้น Apocalypse Now (1979) หนังสงครามเวียดนามขึ้นหิ้งของฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา และ The Deer Hunter (1978) ของไมเคิล ชิมิโนกับฉากรัสเซียน รูเล็ตในตำนาน ที่สร้างคุณูปการแก่แวดวงไว้อย่างมาก และที่โดดเด่นไม่แพ้กันก็คือไตรภาคเวียดนามทั้ง Platoon (1986), Born on the Forth of July (1989) และ Heaven & Earth (1993) ของอดีตนักข่าวสงครามอย่าง โอลิเวอร์ สโตน ที่ถ่ายทอดความอัปยศอดสูของสงครามที่มีการเมืองขับเคลื่อน แต่สิ่งที่ Da 5 Bloods บอกเล่ากลับทวีความซับซ้อนเสียยิ่งกว่าข้างการเมืองส่งทหารอเมริกันไปตายเหมือนหนังเรื่องอื่น เพราะจากชื่อหนังที่ไปแทนค่าเป็นกลุ่มแก๊งทหารชาวแอฟริกันอเมริกัน 5 คนในนาม Bloods ที่เริ่มจากการสาบานเป็นพี่น้องร่วมตายในศึกคราวนี้ที่สุดท้ายจบด้วยความตายของหัวหมู่ทะลวงฟันอย่าง สตอร์มิน นอร์แมน (แชตวิค บอสแมน หรือ ฝ่าบาทแห่ง Black Panther) จนเป็นที่มาของภารกิจในอีก 45 ปีต่อมาที่เหล่าอดีตสหายศึกอย่าง พอล (เดลรอย ลินโด) ที่ได้รับผลกระทบด้านจิตใจจนเกิดเป็นโรค PTSD เอ็ดดี (นอร์ม ลิวอิส) นักธุรกิจถังแตก เมลวิน (ไอเซียอา ไวต์ล็อก จูเนียร์) ที่ติดยาแก้ปวด และ โอทิส (คลาร์ก ปีเตอร์ส) อดีตพลาธิการที่มีความเชื่อมโยงกับสาวเวียตนามจนเกิดลูกนอกสมรส WHAT THE FACT รีวิว Da 5 Bloods DA 5 BLOODS (L to R) JOHNNY NGUYENÊas VINH TRAN, CLARKE PETERS as OTIS and DELROY LINDO as PAUL in DA 5 BLOODS Cr. DAVID LEE/NETFLIX © 2020 ดังนั้นสภาพการณ์ของหนังครึ่งแรกเลยจะตัดสลับระหว่างเหตุการณ์ในปัจจุบันที่เหล่าสหาย Bloods สี่คนที่เหลือเดินทางกลับมาที่เวียดนามในเวลาเกือบครึ่งศตวรรษเพื่อให้จะพบว่าความขัดแย้งและผลพวงของสงครามยังคงอยู่ กับภาพย้อนอดีตที่ซ้อนทับกับเหตุการณ์ปัจจุบันเพื่อให้ปูให้เห็นจุดมุ่งหมายของตัวละครที่ต้องการกลับมาหาทองที่พวกเขาฝังไว้พร้อมศพของทหารร่วมรบอย่างนอร์แมน และการเข้าไปเกี่ยวพันกับธุรกิจมืดเพื่อให้ให้พวกเขาสามารถขนทองออกจากเวียดนามได้ ซึ่งเราคงต้องยอมรับว่าครึ่งแรกของหนังคือช่วงปรับจูนคนดูอย่างแท้จริง เพราะมันผสมผสาน “สาร” ที่ผู้กำกับต้องการจะเล่าเต็มไปหมดทั้งผลพวงของสงครามเวียดนามที่มาทั้งกลืนไปกับเนื้อเรื่องอย่างกรณีแฟนสาวของโอทิส และบรรดาชาวเวียดนามที่มาสะกิดแผลเป็นของสงครามที่กัดกร่อนจิตใจ รวมไปถึงสารที่เหมือนอยู่นอกอาณาเขตของเรื่องราวอย่างหน้าที่ชาวแอฟริกันอเมริกันในสงครามเพื่อให้ประเทศชาติที่มักจบลงด้วยการเป็นฮีโรที่ถูกลืม และสถานะของพวกเขาในประเทศก็ยังคงเป็นพสกนิกรชั้นสองอยู่ดี และแม้ตรา สไปค์ ลี จะจัดจ้านในหลักสำคัญเรื่องสีผิว ความขัดแย้งทางชนชั้น มาตั้งแต่ Do the right thing (1989) แต่เมื่อการนำตัวละครที่ยังคงเป็นแอฟริกันอเมริกันแต่เปลี่ยนถิ่นมาอยู่ใน เวียดนาม แดนที่เคยเป็นฝันร้ายของพวกเขา และในขณะเดียวกันก็เป็นเหล่า Bloods เองที่ผลักให้คนเวียดนามอดีตศัตรูของพวกเขาเปลี่ยนเป็นลูกกำพร้า ไร้พี่น้อง ไปจนสร้างลูกนอกสมรสที่เปลี่ยนเป็นแกะดำให้คนในประเทศย่ำยี WHAT THE FACT รีวิว Da 5 Bloods DA 5 BLOODS (L to R) ISIAH WHITLOCK JR. as MELVIN, NORM LEWIS as EDDIE, CLARKE PETERS as OTIS, DELROY LINDO as PAUL, JONATHAN MAJORS as DAVID in DA 5 BLOODS. Cr. DAVID LEE/NETFLIX © 2020 และโดยที่หนังไม่บอกเล่ากับเราโดยตรงการกลับมาท่องเที่ยว(tour) คราวนี้ของกลุ่ม Bloods ก็ไม่ได้ต่างจากการมาประจำการรบ (tour) ที่ไม่บอกก็รู้ว่านี่คือการเล่นคำกับกิจกรรมของตัวละครเพราะมันถูกเชื่อมด้วยคำว่า tour เหมือนกัน เพราะตอนท้ายหนทางที่นำพวกเขาไม่ว่าจะไปเพื่อให้ขุดหาอัฐิของนอร์แมนหรือทองแท่งมูลค่ามหาศาลก็คือการกลับไปสู่ความขัดแย้งในช่วงหลัง เพราะที่ที่พวกเขาไปก็ยังเต็มไปด้วยกับระเบิด และการต้องเผชิญหน้ากับทหารรับจ้างที่ต้องการทองของพวกเขา เอาล่ะ ฟังดูเหมือนผมจะบอกว่าอดทนกับครึ่งแรกหน่อย รับรองช่วงหลังมันส์แน่ๆใช่มั้ยครับ ถ้าเข้าใจอย่างนั้นก็ต้องบอกว่าคุณคิด…..ถูก ! เพราะในขณะที่หนังครึ่งแรกเต็มไปด้วยสารที่แทบเปลี่ยนเป็นสารคดีเรียกร้องสิทธิ์ให้ชาวแอฟริกันอเมริกันอยู่รอมร่อ แต่ในช่วงหลังด้วยความที่มันมีจุดเปลี่ยนจากการที่หนังพาตัวละครกลุ่ม Bloods ที่มี เดวิด (โจนาธาน เมเจอร์ส) เพิ่มเผ่านาและได้พบกับกลุ่มปลดระวางกับระเบิดจากสงครามเวียดนามนำโดย เฮดี (เมอลานี เธียร์รี) สาวสวยชาวฝรั่งเศสที่เดวิดแอบหมายปอง ก็ทำให้มันพาเรื่องราวไปสู่ช่วงชำระบาปในช่วงหลังที่สไปค์ ลี ดูจะคุมทิศทางหนังได้อยู่มือกว่าครึ่งแรกอย่างแจ่มแจ้ง เพราะช่วงหลัง ลี ได้ผสมกันระหว่างดรามาของทหารที่มีบาดแผลจากสงครามแฝงไปกับภารกิจผจญภัยหาทองสุดระทึก และในขณะที่แฟนแดนตายของเขากำลังคิดว่า ลี ขายวิญญาณไปกับการทำหนังเอาใจตลาดก็ดันมีฉากยอมรับสารภาพบาปที่ใช้สไตล์การทลายกำแพงที่ 4 หรือ Break the forth wall แล้วให้ตัวละคร พอล ที่แสดงได้อย่างเดือดสุดโดย เดลรอย ลินโด ได้อิมโพรไวส์บทแสดงความคลั่งและรับบาปที่อัดอั้นจนเขาเปลี่ยนเป็นโรค PTSD ได้อย่างดียิ่ง และนอกจากการผสานความสนุกกับสไตล์ส่วนตัวแล้ว ในช่วงหลังการที่มันมีตัวละครอย่าง เฮดี และ พวกก็ช่วยให้เกิดภาพเปรียบเทียบระหว่างคนที่จะมาลบล้างผลพวงด้วยการปลดระเบิดออกจากดงกับระเบิด กับ อีกข้างที่คิดแต่ “สิทธิของคนดำ” จนหลงลืมไปว่าผู้ได้รับผลกระทบจากสงครามครั้งนั้นไม่ได้มีแค่พวกเขา เพราะต่อให้พวกเขาจะจบท้ายด้วยการเป็นคนถังแตก เจ็บป่วย หรือ ติดยา แต่อันตรายจากสงครามคือยังอยู่ในแดนสงครามที่เดิมที่ประชาชนต้องเสี่ยงชีวิตทุกวันนั่นเอง WHAT THE FACT รีวิว Da 5 Bloods และไหน ๆ เมื่อกล่าวถึงสไตล์การกำกับของ สไปค์ ลี แล้ว ก็ขอทิ้งท้ายที่การเลือกใช้อัตราส่วนภาพของหนัง ที่แม้ข้อมูลจาก IMDB จะบอกในส่วนของอัตราส่วนภาพ (Aspect Ratio) แค่ 1.33:1 (ภาพจอแคบ 4:3) สำหรับฉากย้อนอดีต (flashback) และ 2.39:1 (ภาพจอกว้างหรือ Anamorphic Widescreen) สำหรับภาพปัจจุบัน แต่หากได้ดูหนังจริง ๆ มันจะมีอัตราส่วนอีกอัตราส่วนในยุคปัจจุบันคือ 1.85 : 1 คือภาพที่เต็มจอทีวีพอดี ซึ่งเมื่อพิจารณาดูและเห็นได้เลยว่าการที่ นิวตัน โธมัส ซีเกล ผู้กำกับภาพเลือกฟิล์มสต็อก และ ถ่ายดิจิทัลต่างกันเป็นการผสานเทคนิคเพื่อให้โน้มน้าวอารมณ์คนดูได้อย่างวิจิตรที่สุด WHAT THE FACT รีวิว Da 5 Bloods ภาพแสดงข้อมูลเทคนิคจากเว็บ IMDB ซึ่งดูก็รู้ว่าตากล้องเองก็คงได้แรงบันดาลใจมาจาก Apocalypse Now ที่ถือเป็นครูของนักทำหนังไม่น้อย ตั้งแต่การเลือกใช้ฟิล์ม 16 มม. ในอัตราส่วน 1.33 : 1 หรือ Academy Ratio เพื่อให้เลียนแบบหนังข่าวยุคสงครามเวียดนาม และ เก็บสีสันความร้อนแรงของสงครามเวียดนามเหมือน Apocalypse Now หรือ การใช้ฟิล์ม 35 มม. ถ่าย Anarmorphic Widescreen ที่ 2.39:1 ในฉากดราม่ายุคปัจจุบันเพื่อให้เน้นอารมณ์และสีสันของผิวดาราหนังเพื่อให้ขับเน้นหัวข้อชาติพันธุ์ และ เอากล้องดิจิทัลอย่าง Arri Alexa ทั้ง 3 รุ่นมาถ่ายในอัตราส่วน 1.85 : 1 เพื่อให้เน้นภูมิทัศน์และทำให้มองว่าเหล่าทหารผ่านศึกอย่างแก๊ง Bloods เป็นแค่จุดเล็ก ๆ ในสมรภูมิที่พวกเขาเคยผ่านมาแค่นั้นก็ยิ่งทำให้เห็นการคิดต่อยอดจากหนังขึ้นหิ้งได้เป็นอย่างดี และทิ้งท้ายสำหรับใครที่ซื้อทีวี 4K ที่มี Dolby Vision มาแล้วไม่รู้จะลองภาพกับหนังเรื่องไหน ก็ขอแสดงความยินดีด้วยเพราะ Da 5 Bloods ได้ถ่ายโอนไฟล์ดิจิทัล หรือ Digital Intermidiate (DI) ที่ 4K และใส่ Dolby Vision มาให้ลองSystem HDR แสดงขอบเขตสีตามมาตรฐาน4Kของทีวีมาให้ด้วย

Soundtrack(T) FullHD
6.5 /10

แสดงความคิดเห็น