Thai = เสียงไทยมาสเตอร์, Thai(C) = เสียงไทยโรง, Soundtrack(T) = เสียงซาวด์แทรกซับไทย, Soundtrack(E) = เสียงซาวด์แทรกซับอังกฤษ

เรื่องย่อ

ระหว่างปี ค.ศ. ๑๙๖๖-๑๙๘๐ ในบรรดาผู้กำกับการแสดงภาพยนตร์จีนกำลังภายในฮ่องกง ที่ทุกคนในแวดวงภาพยนตร์กระหายติดตามดูผลงานของเขามากที่สุดคงไม่มีใครเกินไปกว่า King Hu (หู จวิน กวน) ผู้กำกับการแสดง, นักเขียนบท, ดาราหนังที่ได้รับสมญานามจากนักวิจารณ์ภาพยนตร์ตะวันตกว่าเป็น 'บิดาแห่งภาพยนตร์จีนกำลังภายในยุคใหม่' หลังจากฝากผลงานอันลือลั่นในเรื่อง Come Drink With Me(1966)[ หงส์ทองคะนองศึก ] ที่ได้ปั้น Cheng pai pai ให้โด่งดังทะลุฟ้า แล้วลาออกจากบริษัทชอว์บราเดอร์ส King Hu ย้ายมาอยู่ไต้หวัน ได้ร่วมงานกับบริษัทสร้างภาพยนตร์อิสระ Union Film Company ที่นี่เอง เขาได้สร้างภาพยนตร์จีนกำลังภายในชิ้นสำคัญที่ต่อมาแปลงเป็นผลงานคลาสิกทั้งยังเป็นหลักหมายสำคัญของภาพยนตร์ประเภทนี้ นั่นก็คือเรื่อง Dragon Inn(1966) ตั้งชื่อเป็นภาษาไทยว่า 'ตะลุยแดนพยัคฆ์' ภาพยนตร์ที่ King Hu กำหนดรูปแบบวิธีการนำเสนอพัฒนาจนเป็นเอกลักษณ์ของตนเองขึ้นมา นั่นคือการเสนอภาพมุมกว้างของธรรมชาติให้เป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของภาพยนตร์ คู่กับการเสนอภาพโรงเตี้ยมที่ถูกใช้เป็นศูนย์กลางของสภาพการณ์ ทั้งยังได้ซ่อนนัยยะบริบททางการเมืองเอาไว้อย่างแยบคาย King Hu ได้คัดเลือกดาราหนังใหม่สำหรับภาพยนตร์เรื่อง Dragon Inn(1966) ได้ดาราคนไม่ใช่น้อยซึ่งต่อมาแปลงเป็นกำลังสำคัญให้กับแวดวงภาพยนตร์จีนกำลังภายใน เริ่มจากตัวละครเอกข้างหญิง King Hu เลือก ซานกวนหลินฟง( Shang Guan Ling-Feng ) ผู้มีบุคลิกแตกต่างไปจาก Chrng pai pai มารับบทนำ และก็ไม่ผิดหวัง เมื่อภาพยนตร์ออกฉายผู้ชมยอมรับบทจอมยุทธ์หญิงข้างธรรมะของคุณ ซานกวนหลินฟงขึ้นชั้นดาราหญิงภาพยนตร์จีนกำลังภายในทีมีผู้ติดตามชมผลงานของคุณอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าคุณจะแสดงภาพยนตร์ให้ King Hu เพียงเรื่องเดียวก็ตาม แต่ King Hu คือคนที่ทำให้คุณแจ้งเกิดในแวดวงภาพยนตร์อย่างปฏิเสธไม่ได้, ด้านผู้แสดงชาย King Hu ได้เลือกผู้แสดงใหม่ ซีจุ้น (Shih Chun) และ ไป่อิง (Bai Ying) มารับบทจอมยุทธ์ตัวเอกข้างธรรมะ และขันทีเฒ่าเฉาเส้่าซิน จอมวายร้าย โดยเฉพาะไป่อิง เป็นดาราชายที่เริ่มจากบทวายร้าย แต่ด้วยความชำนาญและทักษะทางการแสดงต่อมาเขาได้รับบทตัวนำข้างธรรมะ รวมทั้งบทอื่นๆ ที่หลากหลาย ในภาพยนตร์เรื่องต่อมา, ที่ควรกล่าวถึงอย่างมากคือ บทเล็กๆ ข้างหญิงที่เป็นบุตรสาวผู้สืบสกุลขุนนางกลาโหมหยีเซียน ซึ่งถูกเนรเทศพร้อมน้องชาย King Hu ได้คัดเลือกเด็กสาววัย ๑๖ ปี ชื่อ สีว์ เฟิง (Hsu Feng) มาแสดง ในภายภาคหน้า สีว์ เฟิง จะได้รับบทอันหลากหลายขับเน้นทักษะด้านการแสดงได้รับความสำเร็จและได้รับการยกย่องในเวลาต่อมา เนื้อเรื่องในภาพยนตร์เรื่อง Dragon Inn (1967) นี้ King Hu อ้างอิงเกร็ดประวัติศาสตร์นำมาดัดแปลงเสริมแต่งใหม่, สมัยราชวงศ์หมิงจิงไท ปีที่ ๘ ค.ศ.๑๔๕๗ ขันทีเรืองอำนาจควบคุมการบริหารราชสำนัก จัดตั้งองค์การใหญ่สององค์การ มีหน้าที่สืบราชการลับ นั่นคือ ตงฉ่าง และ องค์รักษ์เสื้อแดง ทั้งสององค์การทำงานภายใต้นโยบายของขันที มุ่งเน้นสืบเสาะจับกุมรังแกผู้มีความคิดเห็นต่าง เฉาเส้าซิน เป็นขันทีที่มีอำนาจสูงสุด โดยมี ผีเส้าถัง เหมาจงเสี้ยน ดูแลตงฉ่างและองค์รักษ์เสื้อแดง เฉาเส้าซินได้ประหารองค์ชายไถ้ฝู และขุนนางกลาโหมหยีเซี่ยน ผู้ซื่อสัตย์รักความเป็นธรรม แต่ถูกใส่ความว่าสมคบต่างชาติคิดร้ายต่อแผ่นดิน ลูกหญิงชายของหยีเซี่ยนถูกเนรเทศ แต่ด้วยความไม่ไว้วางใจเกรงว่าถ้าผู้สืบสกุลของหยีเซี่ยนยังมีชีวิตอยู่อาจเป็นศูนย์รวมผู้คนที่รักความเป็นธรรมในภายภาคหน้าจะนำภัยมาสู่ตนได้ เฉาเส้าซินจึงให้ ผีเส้าถัง เหมาจงเสี้ยน นำกำลังตงฉ่างและองค์รักษ์เสื้อแดงปลอมเป็นกลุ่มคนไปดักรอที่เขาหลงหมิงซึ่งมี โรงเตี้ยมใกล้ชายแดนเป็นที่พำนัก ภาพการเปิดตัวจอมยุทธ์ข้างธรรมะที่ใช้ร่มเป็นอาวุธ เดินทอดไปตามลานหิน ผ่านลำธารน้ำไหลริน รวมทั้งภาพการเปิดตัวละครเอกข้างหญิงพร้อมพี่ชายจอมมุทะลุ ในธรรมชาติหินผาท้องฟ้ากว้าง คือสิ่งที่ผู้กำกับฯต้องการใช้ทัศนียภาพสื่อความหมายทางปรัชญา ความเป็นหนึ่งเดียวระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ เกือบตลอดเรื่องที่อาศัยภาพมาอธิบายการเปลี่ยนแปลงภายใต้กฏธรรมชาตินี้ นอกจากให้ภาพเชิงปรัชญาแล้ว ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังใช้ภาพมาแทนค่าทางการเมืองระดับสากลอีกด้วย เนื้อเรื่องที่กล่าวถึงขุนนางที่ซื่อสัตย์ถูกใส่ความและถูกประหารชีวิตผู้สืบสกุลถูกเนรเทศแต่โดนสายลับตามไปเพื่อให้ฆ่า เป็นมุมมองเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง โดยดัดแปลงให้กับแนวทางของภาพยนตร์กำลังภายใน อีกตัวอย่างที่สำคัญคือ ภาพการร่วมโต๊ะอาหารภายในโรงเตี้ยมระหว่างข้างธรรมะกับกลุ่มครปลอมตัวตงฉ่างและองค์รักษ์เสื้อแดง ทำให้นึกเปรียบเทียบภาพจำลองความขัดแย้งทางการเมืองระดับโลกในช่วงเวลานั้นไม่ได้ ดังกับว่าผู้กำกับการแสดงแทนค่าภาพสัญลักษณ์โลกด้วยภาพสภาพการณ์ในโรงเตี้ยม เวทีพูดจาต่อรองด้วยชั้นเชิงต่างๆในการเมืองระดับโลก แทนค่าด้วยโต๊ะอาหารที่มีจอมยุทธ์คู่กรณีทั้งสองข้างนั่งเผชิญหน้ากันภายใต้สิ่งที่เรียกว่า 'ปากปราศรัยน้ำใจเชือดคอ' ภาพยนตร์เรื่อง Dragon Inn (1967) ถูกวางทับซ้อนบริบททางการเมืองในสภาวะที่กำลังเกิดขึ้นผ่านทัศนะของผู้กำกับการแสดงไว้เกือบตลอดเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของการปฏิวัติวํฒนธรรมในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งได้ส่งผลกระทบกับคนจีนจำนวนมหาศาลบนแผ่นดินใหญ่, การที่ให้ชาวตาต้าสองพี่น้องเดินทางร่วมงานกับตงฉ่างและองค์รักษ์เสื้อแดงด้วยเจตนาดี แต่ถูกจับตอนเป็นขันที จากนั้นถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งของบริวารสายลับ ต่อสู้กับจอมยุทธ์ข้างธรรมะจนบาดเจ็บและได้รับการช่วยเหลือชีวิตจึงกลับใจร่วมกับจอมยุทธ์ข้างธรรมะ เราจะคิดว่า ตาต้าสองพี่น้องเป็นกำลังสำคัญช่วยข้างธรรมะต่อกรกับเฉาเส้าซินขันทีเฒ่าผู้มีอำนาจสูงสุดได้อย่งมีประสิทธิภาพ การที่ King Hu วางหน้าที่ให้ เฉาเส้าซิน มีอำนาจและมีความสามารถการต่อสู้สูง แต่มีจุดอ่อนคือเป็นโรคประจำตัวคือหอบหืด มีหลายมุมมองให้ตีความ มุมมองหนึ่งคือการเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ปัจจุบัน ที่ประเทศมหาอำนาจมีกำลังอาวุธและเศรษฐกิจที่ดูเหนือกว่า แต่ก็มีจุดอ่อนในตัวเองเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความขัดแย้งภายใน ปัญหาช่องว่างระหว่างชนชั้น ปัญหามลภาวะ ฯลฯ ในขณะที่กลุ่มจอมยุทธ์ข้างธรรมะต้องร่วมมือกันต่อสู้อย่างทุลักทุเลไม่สามารถพิชิตได้ ในที่สุดผู้เด็ดหัวเฉาเส้าซิน คือ ตาต้าผู้พี่ซึ่งเป็นคนชายขอบของชนเผ่าที่ห่างไกล เหมือนกับว่า ผู้กำกับการแสดงต้องการจะสื่อบางสิ่งบางอย่างให้ผู้ชมกลับไปตีความ และสารที่ King Hu ต้องการสื่อให้ขบคิดนั้น คงจะได้รับการไขปริศนาในมุมมองที่แตกต่างกันของผู้ชมแต่ละคน ที่มีประสบการณ์ความรับรู้วามรู้ความเข้าใจวิเคราะห์เรื่องราวสัญลักษณ์ที่อาศัยรูปแบบของภาพยนตร์จีนกำลังภายในเรื่องนี้บอกเล่าแตกต่างกันไป นอกจากนี้แล้วในแง่ชั้นเชิงทางศิลปะ King Hu ให้ความสำคัญอย่างมากทั้งองค์ประกอบการจัดวางตำแหน่งภาพ ผู้แสดงทุกคนจำเป็นที่จะต้องแสดงหน้าที่การต่อสู้ด้วยตนเองทั้งสิ้น ไม่ใช้ตัวแสดงแทน การเลือกใช้ดนตรีประกอบเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเน้นอารมณ์แต่ละตอน การให้ความสำคัญกับการจัดแสงเงา กำหนดคลุมโทนสีทั้งหมดตั้งแต่ภาพซีนแรกจนถึงซีนสุดท้าย ให้ความรู้สึกจริงจังตลอดการดำเนินเรื่อง Dragon Inn (1967) จึงเป็นภาพยนตร์จีนกำลังภายในที่มีมิติทางสังคม แฝงแง่มุมให้ตีความ มีความงามทางศิลปะ เป็นชิ้นงานสำคัญทางประวัติศาสตร์ของภาพยนตร์จีนกำลังภายในฮ่องกง,ภาพยนตร์เรื่องDragon Inn (1967)เผ่านาฉายในเมืองไทยสองครั้ง นัดแรกฉายในโรงภาพยนตร์เยาวราช ครั้งที่สองฉายในเครือกรุงเกษม, ต่อมา ฉีเคอะ ได้นำเค้าโครงเรื่องของภาพยนตร์เรื่องนี้มาสร้างเป็นภาพยนตร์กำลังภายในใหม่ถึงสองครั้ง นัดแรกชื่อว่า New Dragon Inn (1992) ดาราได้แก่ หลินชิงเสียง , จางม่านอี้ , หลี่หมิง ครั้งที่สองมีชื่อว่า The Flying Sworde of Dragon Gate (2011) นำแสดงโดย เจ๊ตลี และในปี ค.ศ.2017 ได้มีการนำมาสร้างอีกรอบโดยผู้สร้างรายอื่นในฮ่องกง ภายใต้ชื่อเรื่องว่า Dragon Zombie Inn คราวนี้ซอมบี้กับจอมยุทธ์ต้องปะทะกันในโรงเตี้ยมใกล้ชายแดนเป็นแน่แท้, ถึงอย่างไรก็ตาม ไม่มีใครปฏิเสธความยิ่งใหญ่ของ Dragon Inn (1967) ผลงานคลาสิกอมตะที่เป็นหลักหมายสำคัญของแวดวงภาพยนตร์จีนกำลังภายในผลงานของ King Hu ชิ้นนี้ได้.

Thai FullHD
7.5 /10

แสดงความคิดเห็น