Thai = เสียงไทยมาสเตอร์, Thai(C) = เสียงไทยโรง, Soundtrack(T) = เสียงซาวด์แทรกซับไทย, Soundtrack(E) = เสียงซาวด์แทรกซับอังกฤษ

เรื่องย่อ

Fullmetal alchemist แขนกลคนแปรธาตุ แขนกล คนแปรธาตุ (ญี่ปุ่น: 鋼の錬金術師 โรมาจิ: Hagane no Renkinjutsushi) หรือ ฟูลเมทัลอัลเคมิสต์ (Fullmetal Alchemist) เป็นการ์ตูนและแอนิเมชัน โดยมีต้นแบบจากหนังสือการ์ตูนเขียนโดย ฮิโรมุ อาราคาวะ แปลและตีพิมพ์เป็นภาคภาษาไทยโดยสำนักพิมพ์สยามอินเตอร์คอมิกส์ ได้มีการทำเป็นแอนิเมชัน ฉายทางทีวี 51 ตอนจบ ลิขสิทธิ์ VCD และ DVD ภาคภาษาไทย โดยบริษัท ทีไอจีเอ และมีการจัดสร้างเป็นหลังภาคเสริมที่ฉายในโรงภาพยนตร์ โดยเนื้อหาเกิดขึ้นภายหลังที่ฉายทางโทรทัศน์ 2 ปีให้หลังโดยเป็นตอนจบบริบูรณ์ของเรื่องนี้ในฉบับแบบแอนิเมชัน จึงมีการประกาศสร้างใหม่ในปี ปี พ.ศ. 2553 ทาง TBS ได้รับเสียงเรียกร้องจากแฟนคลับของหนังสือให้รีเมคเรื่องเพื่อให้ให้ตรงกับหนังสือรูปแบบเนื้อเรื่องตรงตามต้นฉบับจากหนังสือการ์ตูน จึงได้มีการเริ่มลงมือรีเมคทำใหม่ตั้งแต่ต้นจนตอนจบของหนังสือการ์ตูนตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2551 จนเริ่มการให้เสียงพากษ์ปลายเดือน พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ทีมพากษ์ได้สร้างความแปลกใจต่อแฟนคลับเป็นอย่างมากโดนนำทีมพากษ์เดิมมาพากษ์ในภาคใหม่นี้โดยมีชื่อว่า แขนกล คนแปรธาตุ: บราคุณร์ฮูด แขนกลคนแปลธาตุ ยังถูกนำมาทำเป็นวิดีโอเกมสำหรับเครื่องเล่นเพลย์สเตชัน 2 เกมบอยแอดวานซ์ และ นินเทนโด DS และเคยออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ไอทีวีในรายการไอทีวีการ์ตูนคลับ ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกันยายน พ.ศ. 2548 - ปลายเดือนมีนาคม พ.ศ. 2549 เวลา 9.00 - 9.30 น. ปัจจุบันออกอากาศทางช่อง ASTV3 Happy Variety Channel ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 17.00-17.30 น. ส่วนภาค บราคุณร์ฮู้ด ได้มีการจัดจำหน่ายโดยบริษัทโรส มีเดีย แอนด์ เอ็นเตอร์เทนเมนท์ โดยยังคงใช้นักพากย์ชุดเดิมบางส่วนของบริษัททีไอจีเอ เนื้อเรื่อง ดูเพิ่มเติมที่: รายชื่อตัวละครในแขนกล คนแปรธาตุ เอ็ดเวิร์ด และ อัลฟองเซ เอลริค สองพี่น้องตระกูลเอลริค ต้องสูญเสียแม่ที่รักไปอย่างกะทันหันด้วยโรคระบาด ทั้งคู่จึงตัดสินใจใช้วิชาแปรธาตุในการ “ชุบชีวิตมนุษย์” ซึ่งถือเป็นวิชาต้องห้ามของการเล่นแร่แปรธาตุ เพื่อให้คืนชีวิตให้กับแม่ของตน แต่ด้วยสัจจะของโลกแล้วไม่สามารถสร้างชีวิตขึ้นมากจากความว่างเปล่าได้ เอ็ดและอัลต้องจ่ายค่าผ่านทางในการรับรู้แก่นแท้โดยแลกด้วยร่างกาย เอ็ดจ่ายด้วยขา ส่วนอัลจ่ายด้วยร่างกายทั้งหมด เมื่อกลับขึ้นมากจากประตูสัจจะเอ็ดพบว่าร่างของน้องชายหายไปทั้งหมด จึงจ่ายด้วยแขนและดึงวิญญาณของน้องชายผนึกไว้ในชุดเกราะด้วยตราวงแหวนเลือด พันเอก รอย มัสแตง แห่งทัพทราบเรื่องมองว่าเอ็ดมีความสามารถถึงขนาดสามารถผนึกวิญญาณได้ จึงเสนอให้เอ็ดเข้าเป็น "นักเล่นแร่แปรธาตุของทางการ" เพื่อให้ที่เอ็ดจะได้รับสิทธิต่างๆจากทางการ และเป็นการสะดวกยิ่งขึ้นในการหาวิธีกลับเป็นเหมือนเดิม เอ็ดได้ตอบตกลงเข้านักเล่นแร่แปรธาตุของทางการ ได้ฉายาว่า นักเล่นแร่แปรธาตุเหล็กไหล จากการที่เขาสามารถใช้วิชาแปรธาตุได้โดยไม่ต้องใช้วงแหวนแปรธาตุ และเริ่มออกตามหาศิลานักปราชญ์ เป็นศิลาวิเศษณ์ที่ทำให้สามารถใช้พลังการแปรธาตุที่อยู่เหนือกฎเกณฑ์การแลกเปลี่ยนที่ทัดเทียมฟูลเมทัลอัลเคมิสต์ มีชื่อภาษาไทยว่า “แขนกลคนแปรธาตุ” ฟูลเมทัลฯ ฉบับหนังสือการ์ตูนตีพิมพ์โดยค่ายหนังสือชื่อดังของญี่ปุ่น จัดเป็นการ์ตูนประเภท “โชเน็น” หรือก็คือการ์ตูนสำหรับเด็กผู้ชายช่วงวัยรุ่นจนถึงวัยผู้ใหญ่ตอนต้น แต่ความจริงแล้วเนื้อหาของเรื่องนี้ไม่ได้เด็กเกินไปนัก และไม่ได้เฉพาะเจาะจงว่าทำมาเพื่อให้เด็กผู้ชายเสียทีเดียว ดังนั้นมันจึงเหมาะกับนักอ่านทุกเพศตั้งแต่วัยรุ่นขึ้นไป ต่างก็สามารถอ่านการ์ตูนเรื่องนี้ได้อย่างสนุกสนานเหมือนกัน ฉันรู้จักกับฟูลเมทัลฯ เมื่อมันเป็นหนังสือการ์ตูนฉบับแปลไทยของสำนักพิมพ์สยามอินเตอร์คอมมิค ในตอนนั้นฉันเป็นเด็กอายุ 15-16 ปี ที่เติบโตมากับการ์ตูนแอคชั่นคอมเมดี้สำหรับเด็กผู้ชาย ฉันชอบการ์ตูนบู๊สนุกๆ เปิดตัวขำๆ เน้นมิตรภาพ การต่อสู้ สอดแทรกมุขเป็นระยะ และที่สำคัญคือต้อง “เข้าใจง่าย” ดังนั้นฉันที่เพิ่งจะจะได้อ่านฟูลเมทัลฯ ฉบับแปลไทยเล่มหนึ่งเป็นนัดแรก จึง “ไม่เก็ต” การ์ตูนเรื่องนี้ และรู้สึก “เฉยๆ” กับมันมาก จนในที่สุดก็ไม่ได้ตามเล่มต่อ และลืมไปเลยว่ามีการ์ตูนเรื่องนี้อยู่บนโลกด้วย (ฮา) ช่วงเวลาที่ประชาชนเขากำลังตื่นเต้นกับฉบับอนิเม ซึ่งขยันสร้างมาหลายภาคหลายจักรวาล บิดเบือนต้นฉบับบ้างอะไรบ้างจนเกิดดราม่ากันไปหลายยก ถกเถียงวิเคราะห์เนื้อหากันไปหลายกระบุง ฉันกลับไม่ได้รู้เรื่องอะไรกับเขาเลย และไม่ได้สนใจเท่าไรด้วย แต่ก็ถือว่าโชคดีที่ฉันกลับมาติดตามฟูลเมทัลฯ อีกทีเมื่อฉันโตพอที่จะเข้าใจมัน แม้ตลาดจะวายหมดและตาม ฟูลเมทัลฯ แบ่งเป็นสองภาคใหญ่ๆ คือภาค Brotherhood ซึ่งทำตามหนังสือการ์ตูนต้นฉบับทุกอย่าง และภาคอนิเมออริจินัล (หรืออนิเมภาคแรก) ซึ่งทีมงานอนิเมได้ทำการดัดแปลงเนื้อหาตอนกลางเรื่องไปจนจบเป็นอีกแบบหนึ่งแทน แถมยังมีเวอร์ชั่นภาพยนตร์อีกหลายภาคชวนให้สับสนเข้าไปอีก แต่ถ้านับเฉพาะซีรีย์หลักที่ใช้ชื่อว่า Fullmetal Alchemist ก็จะมีเพียงแค่สองภาคนี้เพียงแค่นั้นทั้งนี้คุณสามารถเลือกดูภาคใดภาคหนึ่ง และเข้าใจมันได้โดยไม่จำเป็นต้องดูอีกภาคที่เหลือ ฉันชอบอนิเมเรื่องนี้ทั้งสองภาค แต่ชอบภาค Brotherhood มากกว่า เพราะมันเป็นภาคที่ทำตามต้นฉบับเป๊ะ ดังนั้นมันจึงผูกเรื่องได้อย่างบริบูรณ์กว่า สนุกกว่า จบดีมากยิ่งกว่า ที่สำคัญคือลึกซึ้งด้วยรายละเอียดและกินใจกว่ามาก ฉันเลยเลือกเขียนบทวิเคราะห์ฟูลเมทัลฯ ภาคนี้ขึ้นมา ฟูลเมทัลอัลเคมิสต์ เป็นการ์ตูนที่ลึกซึ้งอย่างไม่น่าเชื่อ ไม่น่าเชื่อว่าการ์ตูนเรื่องนี้จะถูกจัดให้อยู่ในประเภทโชเน็น ไม่น่าเชื่อว่าคนเขียนจะเก่งถึงขนาดทำให้เรื่องเข้าใจยากอย่างเรื่องอภิปรัชญา เปลี่ยนเป็นอะไรที่เข้าใจง่าย แถมสนุกจนคนดูพากันติดงอมแงม ที่สำคัญคือการ์ตูนเรื่องนี้ไม่ได้นำเสนอแค่แง่มุมใดแง่มุมหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่ยังนำเสนอในทุกๆ แง่มุมที่เกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า “มนุษย์” ได้อย่างแจ่มแจ้ง ชัดเจน ตรงหัวข้อ และครอบคลุมอย่างที่สุด สำหรับฉันแล้ว คนเขียนการ์ตูนเรื่องนี้มีความคิดและประสบการณ์อยู่ในระดับที่ไม่ธรรมดาเลย ฟูลเมทัลฯ เริ่มจากสิ่งเล็กๆ ตัวตนเล็กๆ ของเด็กคนหนึ่ง ซึ่งผูกโยงอยู่กับความเชื่อมโยงเล็กๆ ระหว่างเขากับครอบครัว และเมื่อเวลาผ่านไป ความเกี่ยวข้องเล็กๆ นั้นก็ขยายตัวขึ้นทีละน้อย จากครอบครัวสู่ถิ่นฐานบ้านเกิด จากถิ่นฐานบ้านเกิดสู่เมืองหลวง จากเมืองหลวงสู่ผู้มีอำนาจปกครอง จากผู้มีอำนาจปกครองสู่การเมือง จากการเมืองสู่สงคราม จากสงครามสู่การสร้างวิทยาการเพื่อให้สนองตอบความปรารถนา จากความปรารถนาอันไร้ขีดจำกัดสู่ความดันทุรังจะอยู่เหนือกฎธรรมชาติ จากกฎธรรมชาติสู่สัจธรรม และหลังจากมองเห็นสัจธรรมจนเต็มสองตา การ์ตูนเรื่องนี้ก็จะพาเราวนกลับมาที่ “ตัวตน” การ์ตูนเรื่องนี้แสดงให้เราเห็นความเกี่ยวข้องของสิ่งเล็กๆ หนึ่งสิ่ง ที่เมื่อหนึ่งสิ่งเหล่านั้นมารวมตัวกัน ก็จะแปลงเป็นเครือข่ายความเกี่ยวเนื่องอันใหญ่มหึมา ใหญ่เสียจนครอบคลุมไปทั้งจักรวาล ทุกสิ่งเกาะเกี่ยวโยงใย ส่งผลกระทบถึงกันและกัน เพราะสิ่งนี้เกิด สิ่งนั้นจึงเกิด ความบางส่วนไม่ได้เป็นเพียงความบางส่วน แต่ความบางส่วนเป็นส่วนหนึ่งของทุกสิ่งทั้งหมด ในจักรวาลของฟูลเมทัลฯ มีสิ่งที่เรียกกันว่า “วิชาเล่นแร่แปรธาตุ” แม้จะฟังดูเหมือนเป็นวิชาเวทมนตร์คาถา แต่สำหรับการ์ตูนเรื่องนี้วิชาเล่นแร่แปรธาตุถือเป็นวิทยาศาสตร์แขนงหนึ่ง เพราะมันมีหลักการอยู่ว่า เราต้องเข้าใจโครงสร้างของสารที่เราจะแปรธาตุเสียก่อน เมื่อเข้าใจแล้วจึงแยกส่วนมัน จากนั้นค่อยประกอบมันขึ้นมาใหม่ให้เป็นสารอื่นโดยอาศัยวามรู้ความเข้าใจนั้น ดังนั้น เราจะไม่สามารถเสกสร้างวัตถุหรือสารใดก็ตามออกมาจากความว่างเปล่าได้ เราทำได้แค่เรียนรู้โครงสร้างและดัดแปลงสสารที่มีอยู่แล้วเท่านั้น ฟูลเมทัลฯ ชอบเปิดตัวด้วยวลีที่ว่า “การแปรธาตุ คือกฎของการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียม เมื่อเราอยากได้สิ่งใด ก็ต้องจ่ายค่าชดเชยที่เท่าเทียมกัน” เช่น เมื่อคุณจะสร้างเพชร คุณต้องมีคาร์บอนในปริมาณที่มากพอ เมื่อคุณแยกไฮโดรเจนออกจากน้ำ คุณก็จะได้ระเบิด เป็นต้น การแปรธาตุแต่ละครั้งต้องใช้วงแหวนเวทย์ และพลังงานในตัวของนักแปรธาตุ ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์ยุ่งยากเหมือนในความจริง ตัววงแหวนเวทย์เหมือนเป็นสัญลักษณ์แทน “ความรู้” และ “อุปกรณ์” ในวิชาแปรธาตุแขนงหนึ่งๆ ส่วน “เจตนา” หรือ “ความปรารถนา” ที่จะสร้างอะไรต่อมิอะไรของนักแปรธาตุก็คือ “พลังงาน” การที่การ์ตูนเรื่องนี้หยิบยกเอา “ความปรารถนา” ซึ่งเป็นอารมณ์ความรู้สึก ให้เป็นสัญลักษณ์แทน “พลังงาน” นั้นมีนัยยะสำคัญอย่างมากทีเดียว ฉากหลังของฟูลเมทัลฯ เป็นประเทศที่เหมือนกับยุโรปในยุคเครื่องจักรไอน้ำ และมีประเทศที่มีวัฒนธรรมจำลองมาจากกรีกโบราณ อินเดีย จีน อาหรับ เป็นตัวเสริม ซึ่งการมีวัฒนธรรมที่หลากหลายอยู่ในเรื่อง แปลงเป็นการผูกปมอันซับซ้อนหลายชั้น แน่ๆว่าไม่ได้มีแค่ความหลากหลายทางวัฒนธรรมเท่านั้นที่ซับซ้อน แต่ “ทุกหลักสำคัญ” ที่ถูกใส่เข้าไปในเรื่องนี้ล้วนเป็นการผูกปมอันซับซ้อน อันที่จริงเราไม่ควรจะพูดว่าทุกสิ่งเกี่ยวข้องกันเป็นลูกโซ่ เพราะมันไม่ได้เกี่ยวข้องกันอย่างเป็นSystemระเบียบปฏิบัติขนาดนั้น แต่มันโยงกันไปมาเหมือนใยแมงมุมอันสับสนยุ่งเหยิง ตัวตนของหนึ่งตัวละครจะเข้าไปพัวพันตั้งแต่สิ่งเล็กๆ จนไปถึงสิ่งใหญ่ๆ ตั้งแต่ครอบครัว การเมือง สงคราม จนไปถึงกฎจักรวาล โดยที่ทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นพร้อมกัน พูดได้ว่าเมื่อมีตัวละครขยับตัวหนึ่งครั้ง ทุกสิ่งที่ว่าไปย่อมต้องสั่นสะเทือนตามไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตัวละครหลักของการ์ตูนเรื่องนี้คือสองพี่น้องเอลริก คนพี่ชื่อเอ็ดเวิร์ด เอลริก ส่วนคนน้องชื่ออัลฟองเซ่ เอลริก ถ้าเราสังเกตดู ในตอนเริ่ม การ์ตูนเรื่องนี้จะเน้นไปที่ความเกี่ยวเนื่องของสิ่งเล็กๆ อย่างครอบครัว และชีวิตวัยเด็กอันเรียบง่ายของสองพี่น้อง พวกเขาเติบโตมาในบ้านที่มีแต่แม่ พ่อในความทรงจำอันพร่าเลือนของเอ็ดเวิร์ด เป็นแค่ผู้ชายบ้าวิชาแปรธาตุ ซึ่งชอบคร่ำเคร่งอยู่กับเอกสารวิชาการในห้องทำงาน จนวันหนึ่งพ่อก็ทิ้งแม่ เขา กับน้องชายออกจากบ้านไป และไม่กลับมาอีกเลย แต่ถึงกระนั้นแม่ก็ยังรักพ่อ รอพ่อ ไม่เคยว่าร้ายพ่อให้ลูกๆ ฟังแม้แต่คำเดียว อัลฟองเซ่ซึ่งยังเด็กจำอะไรไม่ได้มากนัก เขามีนิสัยใจเย็นเหมือนแม่ แถมยังนึกถึงพ่อในแง่ดีเหมือนแม่อีกด้วย ในขณะที่เอ็ดเวิร์ดพี่ชายคนโตกลับรู้สึกโกรธฝังใจที่พ่อทิ้งพวกตนเอาไว้ แต่ต่อให้เอ็ดเวิร์ดจะเกลียดพ่อมากขนาดไหน เขาก็ชอบเข้าไปค้นหาหนังสือเกี่ยวกับการแปรธาตุของพ่อมาอ่านกับอัลฟองเซ่เสมอๆ ทั้งสองคนต่างหลงใหลในวิชาแปรธาตุเหมือนกันตั้งแต่เด็ก รอยยิ้มอย่างภาคภูมิใจของแม่ที่บอกว่า “สมเป็นลูกพ่อ” ยิ่งทำให้ทั้งสองคนหมกมุ่นอยู่กับวิชาแปรธาตุมากขึ้น เอ็ดเวิร์ดเหมือนกับจะยกตัวเองมาแทนตำแหน่งของพ่อเพื่อให้ให้แม่เป็นสุขโดยไม่รู้สึกตัว จนในที่สุดตัวตนของเขาก็แทบจะถอดแบบออกมาจากพ่ออย่างไม่มีผิดเพี้ยน ไม่ว่าจะเป็นนิสัย หน้าตา หรือความหลงใหลในวิชาเล่นแร่แปรธาตุ เทียบกันแล้ว เอ็ดเวิร์ดมีพรสวรรค์ด้านการเล่นแร่แปรธาตุมากกว่าอัลฟองเซ่ แต่อัลฟองเซ่มีทักษะการต่อสู้ดีมากยิ่งกว่า และใจเย็นมากกว่า สามคนแม่ลูกอาศัยอยู่ในชนบทอันห่างไกลความรุ่งเรือง วัยเด็กของพวกเขาสัมผัสใกล้ชิดกับสังคมเกษตรกรรมขนาดเล็กและสงบเงียบ ทุกวันผันผ่านไปกับการเจอแม่น้ำ ทุ่งนา ทุ่งหญ้า เนินเขาเขียวขจี ต้นไม้ ท้องฟ้ากว้าง และสายลมเย็นสบาย (แต่ไม่ได้แปลว่าใช้ชีวิตอย่างสุขสบายตามนะจ๊ะ เด็กบ้านนอกส่วนใหญ่ต้องทำอะไรมากกว่าเรียนหนังสือกับวิ่งเล่น คนเขียนการ์ตูนก็โตมาในสังคมชนบทเลยเข้าใจเรื่องนี้ดีทีเดียว ถ้าอยากอ่านเรื่องเกี่ยวกับการเกษตรของคนเขียนท่านนี้แนะนำ “Silver Spoon” กับเรื่อง “รากหญ้าบรรดาศักดิ์” เขียนสนุกมากไม่แพ้กัน) พวกเขามีเด็กผู้หญิงอายุรุ่นราวคราวเดียวกันคนหนึ่งเป็นเพื่อให้นบ้าน ชื่อว่าวินรี่ ร็อกเบล ครอบครัวร็อกเบลกับเอลริกสนิทสนมกันมาตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ปู่ย่าตายาย ทั้งยังให้การช่วยเหลือซึ่งกันและกันมาโดยตลอด ต่อให้ชีวิตขาดส่วนประกอบที่เรียกว่าพ่อ สองพี่น้องก็สามารถอยู่กันได้อย่างไม่ทุกข์ร้อนอะไร จนกระทั่ง...แม่ของพวกเขาล้มป่วย และตายจากไปกะทันหัน จุดเริ่มมันก็ง่ายๆ แค่นั้น ดูเป็นชีวิตที่ราบเรียบอย่างถึงที่สุดแม้กระทั่งตอนที่แม่ตาย ความตายเป็นเรื่องปรกติธรรมดา เป็นเรื่องที่ไม่ว่าใครก็ต้องพบเจอ และใครที่เคยสูญทิ่มุคคลอันเป็นที่รักก็ย่อมต้องเป็นทุกข์ พวกเขาเองก็เช่นกัน เมื่อแม่ซึ่งเป็นที่พึ่งเพียงหนึ่งเดียวในโลกด่วนจากไป เด็กชายทั้งสองจึงถูกสภาวะบีบบังคับให้ต้องแปลงเป็นผู้ใหญ่เดี๋ยวนั้นอย่างไม่ทันตั้งตัว ทั้งหมดนี้เพราะไม่มีพ่อ... แต่สิ่งที่ทำให้ทุกอย่างพลิกผันจริงๆ ไม่ใช่การที่พวกเขาไม่มีพ่อ แต่เป็นการที่พวกเขาดัน “มีความรู้” ในวิชาการเล่นแร่แปรธาตุในเรื่องเทียบวิชาการเล่นแร่แปรธาตุเท่ากับวิชาวิทยาศาสตร์ในความเป็นจริง ดังนั้น...การที่สองพี่น้องมีความรู้ในการเล่นแร่แปรธาตุ ก็เท่ากับว่าสองคนนั้นมีความรู้อย่างกว้างขวางในสิ่งต่างๆ อย่างมาก ทุกอย่างเท่าที่ความหิวกระหายในข้อมูลความรู้ของมนุษย์จะเอื้อมคว้าไปถึง ทุกคำตอบของความลับในธรรมชาติ เมื่อพวกเขารู้ พวกเขาจึงอยากเอาชนะ พวกเขาเกิดกิเลส เกิดความปรารถนา เกิดบาป รัก โลภ โกรธ หยิ่งทะนง เช่นเดียวกันกับมนุษย์อีกหลายล้านคนบนโลก เมื่อพวกเขาฉลาด พวกเขาจึงมีความปรารถนาที่จะเรียกร้องสิ่งต่างๆ ให้กับตัวเอง การมีบาปเหล่านั้นทำให้มนุษย์แปลงเป็นมนุษย์ เพราะมีบาปเหล่านั้นคอยผลักดัน มนุษย์เราจึงก้าวเดินไปข้างหน้า ได้เรียนรู้ ได้พัฒนา ทั้งหมดเป็นดาบสองคม สิ่งที่เอ็ดกับอัลยังไม่รู้ คือพวกเขาพยายามเอาชนะธรรมชาติ ทั้งที่ตัวเองก็กำลังวิ่งเต้นไปตาม “ความอยากเอาชนะ” ซึ่งเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์เช่นกัน ...พวกเขาพยายามชุบชีวิตให้แม่... เรื่องพลิกผันอย่างร้ายแรงมากจากจุดนี้ ตามกฎของการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียม “เมื่อเราอยากได้สิ่งใด ก็ต้องจ่ายค่าทดแทนที่เท่าเทียมกัน” จะมีสิ่งใด มีค่าเท่ากับชีวิตมนุษย์คนหนึ่ง? ร่างกายประกอบขึ้นจากธาตุ ถ้าใช้เงื่อนไขการแปรธาตุในการ์ตูน เราสามารถใช้คาร์บอน แอมโมเนีย น้ำ หรือสารประกอบต่างๆ มาสร้างเป็นร่างกายมนุษย์ได้หนึ่งคน ในการ์ตูนไม่มีข้อจำกัดเรื่องพลังงานหรือกระบวนการ เราสามารถเปลี่ยน “เจตนา” ของเราเป็นพลังงานได้อย่างมากมหาศาลสำหรับการสร้างทุกสิ่งทุกอย่าง แต่สิ่งที่ยังคงสร้างไม่ได้คือ “วิญญาณ” ของแม่ สิ่งที่ทำให้แม่เป็นแม่ ตัวตนของแม่ ความทรงจำของแม่ ความรู้สึกนึกคิดของแม่ สิ่งพวกนี้จะสร้างขึ้นมาจากอะไร? ในเมื่อไม่มีวัตถุใดนำมาสร้างวิญญาณมนุษย์ได้ นอกจากการที่คนหนึ่งคนจะถือกำเนิดขึ้นมาตามธรรมชาติ ผ่านระยะเวลาอันยาวนานเพื่อให้เติบโต หล่อหลอมจนเกิดเป็น “ตัวตน” ของคนๆ นั้น และเมื่อถึงเวลาตายก็ไม่เคยมีใครรู้ว่า “ตัวตน” หรือ “วิญญาณ” หายไปไหน ทำไมถึงทิ้งไว้แต่ซากศพอันว่างเปล่า รอวันเน่าสลายกลับคืนสู่ดิน ในเรื่องไม่ได้ตอบคำถามว่าตายแล้ววิญญาณจะไปไหน มันเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวอะไรกับโลกใบนี้ มันเป็นเรื่องของคนที่ตายแล้ว ไม่ใช่เรื่องของคนที่ยังมีชีวิตอยู่ เราจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับโลกหลังความตาย แต่เราจะรู้เรื่องของโลกที่เรายังมีชีวิต และเรื่องที่เราอยากดึงคนที่ตายไปแล้วให้กลับมา เอ็ดเวิร์ด และอัลฟองเซ่ รู้ในตอนทำพิธีชุบชีวิตแม่ว่า พวกเขาสร้างวิญญาณแม่ไม่ได้ และจะไม่มีวันขอคืนมาได้ด้วย นั่นคือสัจธรรมจริงแท้ที่สุด เรียบง่ายที่สุด และเจ็บปวดที่สุด เรื่องพลิกผันอีกจุดหนึ่ง คือการที่เอ็ดกับอัลได้พบกับประตูแห่งสัจจะ (หรือบางคนก็เรียกว่า “แก่นแท้”) ประตูแห่งสัจจะ คือประตูที่รวมข้อมูลความรู้ทั้งหมดในสากลโลกเอาไว้ คนเฝ้าประตูเป็นตัวอะไรสักอย่างที่มีรูปร่างเหมือนมนุษย์ มีแขนขาสีขาวจางๆ ไม่มีหน้าตา แต่มีปากเอาไว้สื่อสาร “คนเฝ้าประตู” บอกว่าตัวมันคือ “สัจจะ” หรือ “แก่นแท้” นั่นเอง มันชอบยิ้มเหยียดอยู่เสมอ และคอยบอกคนที่มาถึงหน้าประตูว่า ถ้าอยากได้ความรู้ข้างในนั้นก็ต้องจ่ายสิ่งแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียมกันเป็นค่าผ่านทาง วิธีไปถึงหน้าประตูแห่งสัจจะมีเพียงทางเดียว คือการทำพิธีชุบชีวิตมนุษย์ เหมือนกับเป็นการเปรียบเปรยว่า ถ้าหากไม่หวนกลับมาคิดเรื่องชีวิตและความตายให้ลึกซึ้ง มนุษย์จะไม่มีวันได้เห็นสัจธรรม เราจะสังเกตได้ในภายหลังว่า ถึงแม้ตัว “สัจจะ” ของแต่ละคนจะเหมือนๆ กัน คือมีแขนขาสีขาว ไม่มีหน้าตา แต่มันจะแอบมีลักษณะที่ต่างกันออกไป เช่น ตัวสัจจะของอาจารย์อิซุมิ หรือตัวสัจจะของรอย มัสแตง จะมีรูปร่าง “สูง” กว่าตัวสัจจะของเอ็ดเวิร์ดอย่างชัดเจน (ฮ่าๆๆๆ) หลักสำคัญนี้ตีความได้หลายชั้นมาก สำหรับฉัน ตัวสัจจะนั้นเป็นสัญลักษณ์ที่ใช้แทนค่าได้หลายอย่าง แต่มีจุดเชื่อมโยงกันอยู่ที่คำสอนของอาจารย์อิซุมิ “หนึ่งคือทุกสิ่ง, ทุกสิ่งคือหนึ่ง” เอ็ดเวิร์ด กับอัลฟองเซ่ได้ให้คำตอบภายหลังว่า “หนึ่ง” หมายคือ “ตัวเรา” ส่วน “ทุกสิ่ง” หมายความว่า “โลก” หรือ “จักรวาล” คำว่าโลกหรือจักรวาลในเรื่องนี้ ไม่ได้หมายความแค่สสารทั้งหมดเท่าที่มีในจักรวาลเพียงแค่นั้นแต่ยังรวมไปถึง “กฎธรรมชาติ” อีกด้วย ทั้งการหมุนเวียนพลังงาน จากความประพฤติปฏิบัติหนึ่งสู่อีกพฤติกรรมหนึ่ง จากเหตุสู่ผล จากอดีตสู่ปัจจุบัน จากปัจจุบันสู่อนาคต ระยะเวลารวมตัวกันเป็นกระแสธารประวัติศาสตร์ แปลงเป็นวัฏจักรอันยิ่งใหญ่ บางครั้งตัวละครในเรื่องก็บอกเราว่า “พระเจ้า” ในความหมายของนักเล่นแร่แปรธาตุคือโลกหรือจักรวาล คำว่า “พระเจ้า” ถือเป็นสัญลักษณ์ของสัจธรรมสูงสุด ของกฎธรรมชาติ ของความรู้ทั้งมวล หรือแก่นแท้ของทุกสิ่งนั่นเอง เจ้าตัวสัจจะหรือตัวแก่นแท้ที่ไม่มีหน้าตา จึงเป็น “ตัวตน” ของ “พระเจ้า” หรือ “กฎจักรวาล” ที่ถูกอุปโลกขึ้นมาจากความคิดมนุษย์ ในโลกภายนอก...ตัวเราเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาล แต่ในโลกภายใน...จักรวาลเป็นส่วนหนึ่งของตัวเรา ทั้งหมดนี้คือความหมายของ “หนึ่งคือทุกสิ่ง, ทุกสิ่งคือหนึ่ง” ตัวสัจจะคือตัวตนสมมติของมนุษย์ผู้บริบูรณ์แบบ มนุษย์ผู้มีความรู้ทั้งหมดในจักรวาล มันถูกสร้างขึ้นจากความปรารถนาของเหล่ามนุษย์ที่อยากเป็นพระเจ้า ดังนั้นมันจึงมีรูปร่างเหมือนมนุษย์ แต่ไม่มีหน้า ไม่มีตัวตนที่แน่ๆ นักเล่นแร่แปรธาตุที่พยายามชุบชีวิตคนตายก็ดูเหมาะสมกับตัวตนที่จองหองอวดดีแบบนั้นอยู่แล้ว รอยยิ้มเยาะของตัวสัจจะอาจหมายคือความจองหองอวดดีในจิตใต้สำนึกของพวกเขาเอง ความจองหองอวดดีที่มากเกินไปย่อมนำมาซึ่งความสิ้นหวังเสมอ ตอนท้าย...เมื่อพวกเขาศึกษาและทำการค้นพบว่าไม่มีทางเอาชนะสัจจะได้ ก็คงรู้สึกอย่างกับมีคนมาหัวเราะสมน้ำหน้าใส่เสียงดังเลยทีเดียว (เป็นสาเหตุที่ไอ้ตัวนี้ชอบหัวเราะเยาะใส่ตัวละครในเรื่องเสมอๆ) ด้วยเหตุนี้ เอ็ดกับอัลที่พยายามชุบชีวิตแม่ จึงถูกส่งมาที่หน้าบานประตูแห่งสัจจะทันที ค่าผ่านทางเข้าไปสู่ความรู้เหล่านั้น คือส่วนหนึ่งในร่างกายของนักแปรธาตุผู้เปิดประตู เอ็ดเสียขาไปหนึ่งข้าง และยังไม่พบว่ามีความรู้ไหนสามารถคืนชีพให้คนตายได้ เมื่อเอ็ดเวิร์ดกลับมาจากโลกแห่งสัจจะ เขาพบว่าอัลฟองเซ่น้องชายของเขา ถูกประตูแห่งสัจจะนั้นกลืนเข้าไปตลอดตัว ร่างกายที่เปลี่ยนเป็นค่าผ่านทาง จะไปเสริมรูปร่างของ “ตัวสัจจะ” นั้นทีละส่วน ในคราวของเอ็ดเวิร์ด หลังจากเขาเสียขาซ้ายไป ขาซ้ายของตัวสัจจะก็แปลงเป็นขาของเอ็ดแทน และในคราวของอัล เขาเห็น “ร่างกายของตนทั้งหมด” ส่งยิ้มมาให้ ถ้าหากปรารถนาในความรู้มากขนาดนั้น บางทีมนุษย์เราอาจต้องสละชีวิตในฐานะมนุษย์ทิ้งไปทั้งหมดเพื่อให้ให้ได้รู้เลยก็ได้ และเมื่อสละทั้งหมดไปแล้ว เราจะถูกขังอยู่ในวังวนของความรู้สึกนึกคิดอย่างมาก เราจะสูญเสียตัวตนของเราในโลกความจริง เพราะเราออกมาจากโลกความคิดไม่ได้ จักรวาลที่เราเห็น...จริงๆ แล้วมีอยู่สองตัวตน คือตัวตนที่มีอยู่จริงรอบตัวเรา ส่วนอีกตัวตนหนึ่งคือตัวตนที่อยู่ในความคิดของเรา ซึ่งเราจำลองมันมาจากของจริงโดยการให้ “คำนิยาม” มันจนเกิด “ความรู้” ต่างๆ ขึ้นมา จักรวาลที่แท้จริงนั้นเป็นแค่ “System” ขนาดใหญ่ และไม่ได้หัวเราะเยาะใส่นักเล่นแร่แปรธาตุคนไหน สิ่งที่มันทำทั้งหมดก็แค่เป็นไปตามครรลองของมัน ความหยิ่งยโสร้ายกาจของตัวสัจจะ จึงเป็นเพียงการสร้างภาพจากความรู้สึกภายในของนักเล่นแร่แปรธาตุเอง เมื่อมนุษย์ใส่อารมณ์ความรู้สึกเข้าไปในทุกสิ่ง แม้แต่ธรรมชาติก็เปลี่ยนเป็นคู่แข่งที่ต้องเอาชนะ แม้แต่จักรวาลที่หมุนเวียนไปอย่างสงบก็เปลี่ยนเป็นพระเจ้าผู้หยิ่งยโส อารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์คือบาปทั้งเจ็ด หลง โลภ โกรธ อิจฉา เกียจคร้าน ตะกละ ทะนงตน แต่ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า ถ้าไม่มีอารมณ์ความรู้สึกเหล่านั้น มนุษย์เราก็จะไม่มีวันพัฒนา ถ้าหากเราไม่สร้างความรู้ และไม่นิยามสิ่งต่างๆ ในจักรวาล เราก็คงไม่ได้เป็นมนุษย์เช่นทุกวันนี้ ...แต่บางครั้งมันก็มากเกินไป... แทบจะตลอดเวลาที่เราไม่เคยรู้สึกตัว ว่าความรู้สึกนึกคิดต่างๆ ของเราเป็นเพียง “ธรรมชาติของมนุษย์” เรามัวแต่ไปเสาะแสวงหาวิธีการเอาชนะพระเจ้าจากสิ่งอื่น แต่ไม่เคยย้อนกลับมามองตัวเอง ...มนุษย์ช่างโง่เขลา ไม่ว่าจะกี่ครั้งก็ไม่เคยเรียนรู้... การเอาชนะกฎจักรวาล คือการเอาชนะตัวเอง ตัวเองคือหนึ่ง หนึ่งคือทุกสิ่ง ทุกสิ่งคือจักรวาล การเปลี่ยนแค่ตัวเอง มีค่าเท่ากับเปลี่ยนจักรวาลทั้งหมด เพราะจักรวาลที่เราสัมผัสคือสิ่งที่มีตัวตนอยู่ภายในจิตใจของเรา เมื่อเอาชนะตัวเองได้ ก็ไม่มีความจำเป็นต้องไปเปลี่ยนกฎจักรวาลข้อไหนอีกเลย ทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องเข้าใจยาก กว่าจะรู้ถึงความจริงข้อนี้ พวกเขาต้องผ่านด่านความเจ็บปวดอย่างมาก ค่อยๆ เรียนรู้ ค่อยๆ เข้าใจ ค่อยๆ ปล่อยวาง คนบางคนต่อให้ใช้เวลาทั้งชีวิตก็ไม่มีวันเข้าใกล้สัจจะ คนบางคนก็เอาแต่เสาะแสวงหามันไปทั่ว เอ็ดเวิร์ดและอัลฟองเซ่ก็เป็นหนึ่งในนั้น การเดินทางอันยาวไกลของพวกเขา เริ่มจากการค้นหาสิ่งนี้ ความหวาดกลัวของเอ็ดเวิร์ด ฉายชัดออกมาเมื่อรู้ว่าตัวเองสูญเสียครอบครัวคนสุดท้ายที่เหลืออยู่ไปแล้ว ตามเดิมเอ็ดเป็นเด็กที่ชอบทำตัวเข้มแข็ง แม้แต่ในวันที่แม่ตาย เขาก็ตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวว่าต้อง “แก้ไข” ความตายนั้นให้ได้ แต่การพยายามทำตัวเข้มแข็งในวันที่รู้สึกอ่อนแอ มันก็เป็นแค่รูปแบบของการแสดงออกว่าไม่ยอมรับความจริงอย่างหนึ่ง สาเหตุที่เขาไม่ยอมรับความรู้สึกอ่อนแอในตัวเอง อาจเป็นเพราะเขาเป็นลูกคนโต การมีอัลฟองเซ่อยู่ทำให้เอ็ดเวิร์ดความคิดว่ามีต้องทำตัวให้สมกับเป็นพี่ชาย จะว่าเป็นคนรักศักดิ์ศรีมากก็ไม่ผิดนัก ดังนั้น เมื่อพบว่าตัวเองตัดสินใจพลาด จนสูญเสียน้องชายที่เป็นเหตุผลหนึ่งเดียวของความเข้มแข็งไป เอ็ดจึงทำทุกอย่างเพื่อให้ดึงอัลกลับออกมาจากประตูสัจจะ …จะแขน ขา หรือหัวใจ ถ้าอยากได้ก็เอาไปเลย แต่คืนน้องชายของฉันมาซะ... บอกตามตรงว่าประโยคนี้ทำให้น้ำตาไหลพราก จากความพยายามนั้น เอ็ดเวิร์ดดึงอัลฟองเซ่กลับมาได้แค่ “วิญญาณ” ค่าผ่านทางสำหรับการเปิดประตูอีกรอบคือแขนขวา เขาผนึกวิญญาณน้องชายลงไปในหุ่นเกราะเหล็ก (ของสะสมที่พ่อทิ้งไว้) เขียนวงแหวนเวทย์ด้วยเลือดของตน หลังจากนั้น...อัลฟองเซ่ก็ตื่นขึ้นมาด้วยร่างกายที่ขยับเคลื่อนไหวได้เหมือนหุ่นกล แต่ไม่สามารถรับความรู้สึกอะไรก็ตามได้อีก ทั้งความร้อน ความเย็น ความหิว ความเจ็บปวด ไม่เหลืออะไรแม้แต่สัมผัสของสายฝนหรือน้ำตา เป็นแค่ร่างที่แบกความทรงจำของใครคนหนึ่งไว้ในเปลือกอันกลวงเปล่า แต่เปลือกนั้น ก็เป็นเปลือกที่พี่ชายแทบจะแลกมาด้วยชีวิต อัลฟองเซ่ไม่เคยโกรธที่การตัดสินใจของพี่ทำให้ตัวเองต้องเจอกับเรื่องเลวร้าย เขาหวาดกลัวเพียงแค่วิญญาณของเขาอาจจะไม่ใช่ของจริงเท่านั้น สองพี่น้องถูกช่วยไว้โดยบ้านร็อกเบล เอ็ดเวิร์ดรักษาตัวจนแผลหายดี และเริ่มใส่ออโต้เมลของวินรี่ คุณเป็นช่างความสามารถผลิตแขนขาเทียม ซึ่งเมื่อสวมใส่แล้วจะสามารถเชื่อมต่อกับเส้นประสาท และขยับได้ดังใจเหมือนเป็นแขนขาจริงๆ เป็นที่มาของชื่อเรื่องภาษาไทยว่าแขนกลคนแปรธาตุ

Thai HD
5.2 /10

แสดงความคิดเห็น