Thai = เสียงไทยมาสเตอร์, Thai(C) = เสียงไทยโรง, Soundtrack(T) = เสียงซาวด์แทรกซับไทย, Soundtrack(E) = เสียงซาวด์แทรกซับอังกฤษ

เรื่องย่อ

แม้ I’m Thinking of Ending Things จะเป็นหนังที่ดัดแปลงจากนิยายสั่นประสาทเรื่องดัง และได้รับคำชมในปี 2016 ของ เอียน รี้ด (มีแปลในฉบับภาษาไทย ในชื่อว่า “อยากให้คุณอยู่ดูตอนจบด้วยกัน” โดย สำนักพิมพ์น้ำพุ) แต่ก็ปฏิเสธไมได้ว่า ชื่อของผู้กำกับอย่างชาร์ลี คอฟแมน นั้นกลับกระตุ้นความสนใจกับคอหนังมากกว่า และเขาก็เปลี่ยนแปลงงานชิ้นนี้ให้แปลงเป็นงานแบบของตนเองโดยบริบูรณ์ หากจะกล่าวถึงคนเขียนบทชาวอเมริกันที่โดดเด่นที่สุดคนหนึ่งในปลายต้นทศวรรษที่ 2000s ชื่อของ ชาร์ลี คอฟแมน จำเป็นจะต้องถูกยกขึ้นมาเสมอ ด้วยผลงานที่เขาร่วมงานกับ สไปค์ จอนซ์ ผู้กำกับมิวสิควิดีโอชื่อดัง อย่าง Being John Malkovich(1999), Adaptaion(2002) และหนังที่เขาเขียนร่วมกับผู้กำกับ มิเชล กอนดรี้ กับ ปิแอร์ บิสมัทธ์ อย่าง Eternal Sunshine of the Spotless Mind(2004) ซึ่งทำให้เขาคว้ารางวัลออสการ์สาขาบทดั้งเดิมมาครอง รวมไปถึงผลงานที่เขาเป็นผู้กำกับและเขียนบทเองอย่าง Synecdoche, New York(2008) งานที่ทะเยอทะยานที่สุดของเขาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งแม้จะไม่ได้ผลตอบรับด้านรายได้ แต่ก็กวาดคำชมอย่างมาก ติดสิบชั้นจากนักวิจารณ์ภาพยนตร์ และทำให้เขาได้รับรางวัลหนังยอดเยี่ยมจากหนังเรื่องแรก ของ Independent Spirit Award รางวัลของแวดวงหนังอิสระของอเมริกา โดยในปี 2012 นิตยรับยนตร์ชื่อดังจากอังกฤษ Sight & Sound ยังยกให้หนังเรื่องนี้ติดหนึ่งในสิบหนังยอดเยี่ยมตลอดกาลอีกด้วย ข้อดีในงานบทหนังของคอฟแมนที่มีเสมอมาคือการตั้งคำถามเกี่ยวกับตัวตนของเราเอง ด้วยไอเดียแหวกแนวที่คนๆ หนึ่งสามารถเข้าไปควบคุมร่างและจิตใจของดารามีชื่ออย่าง จอห์น มัลโควิช ได้ หรือสะท้อนภาวะตีบตันของคนเขียนบทในแวดวงฮอลลีวู้ด ผ่านการแสดงแบบคู่แฝดของ นิโคลัส เคจ ผ่านบทสนทนาแบบตลกร้ายที่สะท้อนให้คิดว่าตัวตนของมนุษย์เรานั้นสูญหาย และเลื่อนไหลง่ายดายเพียงใด ซึ่งสร้างชื่อให้เขาในฐานะคนที่เขียนบทหนังแนวเหนือจริง(Surrealism) ให้แปลงเป็นหนังทำเงิน และได้รับคำชมวงกว้างได้ ก่อนจะค่อยๆ พัฒนาจนสิ่งที่เล่าถูกนำเสนออย่างลุ่มลึก ซับซ้อนขึ้น และยังเน้นหัวข้อความเสื่อมถอย ชราภาพในชีวิตมากขึ้น ในงานที่เขากำกับเอง ส่วนหนึ่งคงปฏิเสธไมได้ว่ามาจากอายุของคอฟแมนนั่นเองที่ปัจจุบัน 61 ปีแล้ว และผ่านความผิดหวังในชีวิตมาไม่น้อยในฐานะคนเขียนบทโทรทัศน์ที่ถูกปฏิเสธผลงาน และมีงานที่ไม่เป็นที่รู้จักเกือบสิบปี กว่าจะมีชื่อก็ตอนเขาอายุขึ้นเลขสี่แล้ว ในการเขียนบทดัดแปลงนัดแรกอย่าง I’m Thinking of Ending Things ลายเซ็นดังที่กล่าวผ่านมาแล้วของเขาก็ยังอยู่ครบ และอาจจะเรียกว่าเขาหนักมือชนิดไม่ประนีประนอมใดๆก็ตาแปลงเป็นงานที่ท้าทายคนดูที่สุดเรื่องหนึ่งของปี หากจะให้เล่าเรื่องย่อของหนังนั้นดูเผินๆ ก็เป็นเรื่องพื้นๆ นักศึกษาสาวด้านควอนตัมฟิสิกส์คนหนึ่ง (เจสซี่ บัคลี่ย์) ตัดสินใจนั่งรถเดินทางกับเจค (เจสซี่ พลีมอนส์) แฟนชายหนุ่มที่พึ่งจะหากันได้เพียงเจ็ดสัปดาห์ เพื่อให้ไปหาพ่อแม่ของเขาในชนบทอันห่างไกล แม้ว่าคุณตั้งมั่นไว้แล้วว่าจะจบความข้องเกี่ยวกับเขา ด้วยความความคิดว่ามีเรื่องราวระหว่างคุณกับเขาไม่มีความก้าวหน้า เต็มไปด้วยความรู้สึกน่าเบื่อหน่าย …แต่เพียงผ่านช่วงแรกหนังก็เผยให้เห็นแล้วว่านี่ไม่ใช่หนังตื่นเต้นเขย่าขวัญทั่วไป, ไม่ใช่หนังโรแมนติค หรือหนังชีวิตอะไรก็ตามเพราะตลอดยี่สิบนาทีแรก หนังก็พาเราไปพบกับบทสนทนายืดยาวระหว่างชายหญิงที่บนรถยนต์ท่ามกลางพายุหิมะที่ตกโปรยปราย สลับกับความคิดในใจที่ไม่กล้าพูดของคุณ ตั้งแต่บทกวีของ วิลเลียม เวิร์ดเวิร์ธ การพูดงานเขียนที่แสนเศร้ารำพึงถึงการกลับบ้านที่ไม่ได้มีความสวยงามของหญิงสาว ละครเวทีในอดีตที่ชายชายหนุ่มเคยดูอดีต หรือเหตุการณ์แปลกชั่ววูบหนึ่งที่หญิงสาวเห็นชิงช้ากลางไร่รกร้างว่างเปล่า ที่หากปรากฏในหนังเรื่องอื่น ก็อาจเป็นได้ทั้งเรื่องที่ไม่มีความสลักสำคัญ หรือถูกเน้นย้ำให้ชัดขึ้นในเวลาต่อมา หากในหนังเรื่องนี้กลับถูกเล่าขึ้นมาเป็นเหมือนจิ๊กซอว์ที่จะมาประกอบร่างรวมกันในสุดท้ายเมื่อหนังจบ ความท้าทายคนดูยังรวมทั้งการใส่กิจวัตรของตัวละครภารโรงประจำโรงเรียนแห่งหนึ่งแทรกเผ่านาตั้งแต่ต้นเรื่อง บางครั้งก็สอดรับกับเรื่องเล่าในวัยเด็กของเจคไม่น้อย รวมไปถึงหนังที่เขาดูซึ่งมีเรื่องราวสอดคล้องกับความรักของหญิงสาวกับเจค เขาเกี่ยวพันอะไรด้วยกันแน่ ? ครึ่งเรื่องหลังหนังยังคงตอกย้ำว่านี่คืองานที่เดินเรื่องด้วยบทสนทนาสุดกำลังชนิดไม่ประนีประนอมคนดูระหว่างคนรักปัญญาชน หญิงสาวกับเจคเดินทางกลับเข้าเมือง พร้อมการพูดคุยสารพัดเช่นเดิมตั้งแต่ ภาพยนตร์อิสระเรื่องดัง A Woman Under the Influence ของ จอห์น คาสซาเวเทส ในปี 1974 ที่ถูกคุณวิพากษ์ในมุมมองใหม่ว่ามันถูกยกย่องด้วยเรื่องเดิมๆ หรือบทเพลงดังในอดีตอย่าง Baby, It’s Cold Outside ที่ถูกโจมตีว่าเป็นเพลงมีนัยยะหวังจะข่มขืนหญิงสาว ฯลฯ ที่กินเวลาบนรถยาวนานเป็นสิบนาที ก่อนจะจบด้วยการหักมุมที่ไร้คำอธิบายที่แน่ชัด พวกนี้ล้วนทำให้องค์ประกอบงานสร้างอันหวือหวาที่ปรากฏ ไม่ว่าจะเป็นพายุหิมะโปรยปรายในคืนหม่น, การจัดองค์ประกอบภาพแบบสมมาตรทั้งภายในบ้าน และโรงเรียน, บรรยากาศลึกลับและดูอย่างกับไม่มีระยะเวลาที่แน่ชัดในบ้านของเจค, ร้านไอศกรีมทัลซี่ ทาวน์บรรยากาศหลอน, ฉากบัลเล่ต์ในท้ายเรื่อง, การใส่อนิเมชั่นเผ่านา หรือแม้แต่ตัวอักษรเครดิตที่จงใจให้ตัวเล็กจ้อย ช่วยขับเน้นสภาวะจิตใต้สำนึกของตัวละครและชวนให้ผู้ชมขบคิดตาม มากกว่าใส่เผ่านาเพื่อให้สร้างความหวือหวา หรือเร้าอารมณ์ตื่นเต้นแบบหนังแฟนตาซีทั่วไป อาจกล่าวได้ว่าทั้งหมดทั้งมวลที่เล่ามาอย่างแปลกต่างและแสดงให้เห็นความซับซ้อนทางใจของมนุษย์ เจตนาของหนังเรื่องนี้คือเสียดสีและวิพากษ์การยึดติดลัทธิโรแมนติคเพื่อให้คนชายหนุ่มสาวของผู้สร้างหนังฮอลลีวู้ด ดังที่ตัวละครทั้งสองคนพูดในรถว่าในหลายเรื่องล้วนเต็มไปด้วยความไม่สมจริง รวมทั้งตอนจบที่ให้ตัวละครมีทางออก หรือมองโลกอย่างมีความหวัง ดังที่ตัวละครยกคำกล่าวอ้างหนึ่งมากล่าวถึงมนุษย์ไว้อย่างน่าสนใจ “ช่างน่าเศร้าที่คนเพียงน้อยนิดได้เป็นเจ้าของจิตวิญญาณของตนเองก่อนตาย ไม่มีอะไรที่หาได้ยากในมนุษย์” อีเมอร์สันกล่าวไว้ “มากไปกว่าสิ่งที่เขาทำด้วยตนเอง ซึ่งเป็นเรื่องจริง คนส่วนใหญ่คือคนอื่น ความนึกคิดของพวกเขา เป็นความคิดเห็นของคนอื่น ชีวิตคือการลอกเลียนแบบ ความลุ่มหลงเป็นเพียงคำแอบอ้าง” นั่นเป็นคำพูดของออสการ์ ไวลด์ ภาพหนึ่งที่ปรากฏในช็อตแรกๆ ของหนังเรื่องนี้เองท่ามกลางเสียงบ่นถึงความสิ้นหวัง คือภาพวาด Wanderer above the Sea of Fog (ชายพเนจรเหนือสมุทรหมอก) ของ แคสเปอร์ เดวิด ฟรีดริช ในปี ค.ศ.1818 ภาพที่ได้รับการยกย่องเป็นมาสเตอร์พีซของจิตรกรรมยุคโรแมนติค ซึ่งสะท้อนความทระนงของมนุษย์ขณะชื่นชมธรรมชาติ ก็น่าจะมาด้วยเจตนานี้เช่นกัน ในขณะที่บทสนทนาบนรถ และโลกทุกวันนี้ล้วนตีความมุมมองอันแสนโรแมนติคกันใหม่แล้ว แต่สื่อต่างๆ ที่เปลี่ยนเป็นเหมือนกระจกที่เป็นตัวตนหนึ่งของมนุษย์กลับมองแต่มุมเดิมซ้ำๆ คอฟแมนโยงสิ่งดังที่กล่าวผ่านมาแล้วจากหลักสำคัญหนึ่งที่เขาให้ตัวละครยกขึ้นมาในบทสนทนา นั่นคือความชราภาพที่หญิงสาวกำลังศึกษาซึ่งคุณบอกว่าสังคมเรามองผ่านข้อความสำคัญความเสื่อมถอย และประชากรกลุ่มนี้ ซึ่งยิ่งละเลยมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งเข้าใจความซับซ้อนของมนุษย์อย่างที่ควรจะเป็นน้อยลงเรื่อยๆ ชื่อของหนังจึงไม่ใช่เพียง “ฉันกำลังนึกถึงเรื่องที่จะเลิก” แต่ยังเป็น “ฉันกำลังนึกถึงสิ่งที่กำลังจะจบ” มันอาจไม่ใช่งานที่ถ่ายทอดได้ทั้งรันทดและงดงามอย่าง Synecdoche, New York แต่ก็ยังถือว่าคอฟแมนไม่ได้ทิ้งลายเซ็นของเขามาตลอดยี่สิบปี แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการได้ชมการต่อบทสนทนาอันยืดยาว และบ่อยครั้งแทบจะเป็นการพูดคนเดียวหลายนาที ผ่านการแสดงของ เจสซี่ บัคลี่ย์ และ เจสซี่ พลีมอน ทำให้เราสัมผัสถึงตัวตนที่ยากจะเข้าถึงของพวกเขาได้อย่างน่าทึ่ง แน่ๆว่าสิ่งที่เขาต้องการจะสื่อด้วยกลวิธีที่ไม่ประนีประนอมเช่นนี้คงไม่มีทางเปลี่ยนแปลงแวดวงสนุกสนานอะไรได้ ก็แค่ตอกย้ำให้เห็นสิ่งที่เรื่องที่มักถูกมองผ่าน และละเลยที่จะเล่าทั้งที่มันมีความสำคัญ และชวนไขปริศนาไม่น้อยไปกว่าเรื่องในขนบที่นิยมเล่ากันมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า

Soundtrack(T) FullHD
6.7 /10

แสดงความคิดเห็น