Thai = เสียงไทยมาสเตอร์, Thai(C) = เสียงไทยโรง, Soundtrack(T) = เสียงซาวด์แทรกซับไทย, Soundtrack(E) = เสียงซาวด์แทรกซับอังกฤษ

เรื่องย่อ

Living with My Cousin เรื่องนี้เป็นเรื่องของลูกเลี้ยงที่ชื่อฟิลิป ชายชายหนุ่มวัยกลัดมัน ออกมาเจอแม่เลี้ยงที่มีข่าวฉาวเรื่องที่คุณฆ่าพ่อเลี้ยงของฟิลิปเอง จากมาเจอเพื่อให้แก้แค้น ก็เปลี่ยนเป็นหลงหัวปักหัวปำเสียเอง แถมทำเรื่องยกมรดกทั้งหมดให้คุณทั้งหมด แถมตัวเองยิ่งคบก็ยิ่งมีเรื่องแปลกๆในความดูเลือดเย็นของคุณ และสุขภาพของฟิลิปก็ย่ำแย่ ล้มป่วยด้วยอาการเหมือนกับพ่อเลี้ยงตัวเอง.... นี่คือเนื้อเรื่องของหนังทั้งหมดครับ หนังแบไต๋มาตั้งแต่เรื่องย่อ โปสเตอร์หนัง จนไม่รู้จะดูไปทำไม เพราะเหมือนตีตั๋วไปดูละครน้ำเน่าช่องสามที่พระเอกโง่บรมโง่ หลงผุ้หญิง แล้วเปย์เงินให้จนหมดตัว ใครเตือนก็ไม่เชื่อ แต่ต่างกันหน่อยตรงที่เรานั่งดูละครน้ำเน่าด้วยโปรดักชั่นงานระดับโลกที่ภาพสวย บทดี เพลงเพราะ การเดินเรื่องสวยงาม ดูจบแล้วเราได้อะไรจากเรื่องนี้บ้าง 1. บางทีสิ่งที่เราคิดก็ไม่เป็นไปอย่างนั้นเสมอไป ดังคำพุธที่ว่า ความแน่ๆคือความไม่แน่ๆ 2. อย่าตัดสินอะไรใครจากสิ่งภายนอกหรือสิ่งที่เราเห็น แม้เราจะใกล้ชิดกับเค้าขนาดไหนก็ตาม บางคนดูเลือดเย็นแต่ข้างในเค้าดี บางคนดูยิ้มแย้มตลอดเวลาแต่ข้างในเราไม่รู้เค้าคิดอะไรอยู่ 3. ทุกคนล้วนมีมุมมืด สิ่งที่เก็บซ่อนไว้ไม่อยากให้ใครรู้ บางคนแค่อยากมีมุมเล็กๆและทำสิ่งที่ชอบ ซึ่งบางทีสิ่งเหล่านั้นก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเสมอไป แต่เป็นแค่สิ่งที่เราไม่อยากให้ใครรู้ 4. ดูจบแล้วสะอึก สะดุ้ง ทำไมเราคิดอะไรไปไกลขนาดนี้ ทั้งๆที่มันไม่ใช่อย่างที่เราคิด ฉากจบเหมือนมีลมเย็นๆของหน้าหนาวพัดมา แล้วเรานั่งอยู่ริมหน้าผาคนเดียว ไม่มีเพื่อให้นไม่มีใครยืนอยู่ด้านข้าง มันหนาวจับใจ หนาวไปจนถึงกระดูก ถึงขั้วหัวใจ 5. หลุยส์น้องสาวต่างพ่อพระเอก สวยเหลือเกิน เรื่องนี้ท้อปฟอร์มมาก เห็นรอยยิ้มแล้วละลายไปเลย แถมตอนจบหลุยส์ยังโผล่มาปิดเกมซะอึ้งเลย เรื่องนี้สอนอะไรให้ผมหลายอย่าง โดยเฉพาะการที่เราด่วนสรุป ด่วนตัดสินอะไรใคร ด่วนเกลียดใครสักคนเพราะบุคลิค อากัปกริยาภายนอก ระวังคุณจะอึ้งและรู้สึกผิดเหมือนกับหนังเรื่องนี้ สรุป เป็นหนังที่เดินเรื่องเหมือนจะตามสูตร และรู้ตอนจบ แต่เอาเข้าจริงๆ ฉากจบหนังล๊อคหลบเต็มข้อ ก่อนจะยิงเข้าไปตุงตาข่าย ตบหน้าคนดู และเล่นเอาคนดูเหวอไปเต็มๆ หนังดี น่าดู บทดี โดยเฉพาะวิวสวยมากกกกก อยากลาออกจากชีวิตตอนนี้แล้วย้ายไปอยู่ตามชนบทในยุโรปที่ไหนสักแห่ง เลี้ยววัวเลี้ยวสัตว์หากินไปเรื่อยเปื่อย ค่ำก็นอน ตื่นเช้ามาทำไร่ทำสวน พอมีพอกิน คงสุขสบายไม่ใช่น้อย เรื่องนี้ได้ดูจอใหญ่ๆเสพย์ทิวทัศน์ก็คุ้มแล้วครับ ปล. เสียงก็งั้นๆ เพราะไม่ใช่หนังแนวแอคชั่น จะเอาอะไรมากกับเสียง แกะกล่อง Pre-processor 16 ch น้องเล็กจากค่ายอเมริกัน Emotiva ที่มาบน platform เดียวกับรุ่นพี่ใหญ่ rmc-1 แทบจะลอกแบบกันมาเลย แต่มาด้วยตัวเครื่องที่บางลงมาก สูงเพียง 13 เซนติเมตรนิดๆและตัดสิ่งต่างๆที่ไม่จำเป็นออกไป หลังแกะกล่อง อุปกรณ์ต่างๆก็มีไมค์ รีโมท และ accessories ต่างๆรวมทั้ง Birth certificated ที่ดันทำมาใหม่ดูดีมากยิ่งกว่ารุ่นพี่เสียอีก หลังจากลองต่อและเล่นสักพัก ก็พอจะสรุป features เด่นๆที่น่าสนใจได้ดังนี้ 1. ใช้ platform และอุปกรณ์เดียวกัน ไมค์ dirac live รวมทั้งรีโมทที่ผมไม่ต้องแกะรีโมท xmc-2 มาใช้ แต่ใช้รีโมทของ rmc-1 แทนได้เลย ส่วนช่องต่อด้านหลัง (xlr) นั่นวางตำแหน่งเดียวกันหมด ผมสามารถย้ายสายจาก rmc-1 เส้นต่อเส้นมาทิ่มได้ตรงๆ ที่ช่องเดียวกันโดยไม่ต้องมองชื่อช่องเลย 2. ใช้หน้าจอเมนู osd เดียวกัน ใช้ firmware ตัวเดียวกันกับ rmc-1 หลังจากแกะเครื่องมาก็พบว่า firmware ติดเครื่องเป็น v.1.5 ที่ถือว่าเป็นตัวที่คลีน และใช้งานสมูธและไม่มีบั้กแล้ว (ใหม่สุดเป็น v.1.7) 3. ใช้ backup โยกจากเครื่อง rmc-1 มาลง xmc-2 ได้เลยตรงๆ ทุกค่ามาครบหมด eq, level, distance, etc ไม่ต้องนั่งเซ็ทใหม่เองให้เสียเวลา 4. ด้านหลังเครื่องให้ช่องต่อมาครบ 16 แชนแนล สามารถเล่นได้สูงสุด 9.1.6 ได้เลยทันทีไม่ต้องซื้ออะไรเพิ่มอีก แต่จะต่างจาก rmc-1 ตรงที่ไม่มี expand slot เพิ่มแชนแนลไม่ได้นั่นเอง 5. หลังจากต่อสายเสร็จก็ลองเปิดเครื่อง พบว่าการทำงานค่อนข้่างสมูธและลื่นไหล บู๊ทเร็วกว่ารุ่นพี่นิดนึง การซิ้งสัญญาณภาพและเสียงทำได้รวดเร็ว และไม่ติดปัญหาอะไร (เราต่อภาพผ่าน xmc-2 เพื่อให้จะเอาเมนู osd ขึ้นจอ projector) ปุ่มปรับ volume ลื่นไหล ลื่นมือกว่า มีระยะฟรีของการหมุนต่างจาก rmc-1 ที่หมุนมากแค่ไหน หยุดแค่นั้น แต่ตัว xmc-2 จะมีระยะฟรีลื่นต่อไปอีกนิดดูสมูธ ลื่นมือกว่านิดๆ ช่อง USB ด้านหน้าใช้ทิ่ม usb firmware update และใช้ backup setting และรวมทั้ง restore ได้หมดทุกอย่างในช่องเดียว และ software จะ detect สิ่งที่อยู่ใน USB ให้เองว่ามี firmware หรือ backup file อะไรอยู่ ถ้ามี ในเมนูจะขึ้นมาเลยว่ามีไฟล์พร้อม update หรือ restore setting ได้ * การ navigate menu บนหน้าจอนั้นเหมือนกับ rmc-1 ทุกประการ 6. คุณภาพของภาพ เท่ากับ rmc-1 ทุกอย่าง 7. คุณภาพเสียง เราทดสอบด้วยไฟล์เดียวกัน และคัดลอก setting จาก rmc-1 ลง USB มา restore ใช้ใน xmc-2 ดังนั้นค่าต่างๆจึงเทียบเท่ากันทุกอย่าง จากที่ลองฟัง Ready player one, Planet of the ape, Fury, Shazam โทนเสียงของย่านเสียงของลำโพงหลัก ไม่ว่าจะเป็น เบส กลาง แหลม ทุกอย่างออกมาในระดับที่ ถ้าปิดไฟ และไม่บอกว่าเปิดเครื่องอะไรอยู่ เราจะไม่รู้เลยว่าตอนนี้ใช้ rmc-1 หรือ xmc-2 เพราะเสียงเหมือนเดิม แทบแยกอะไรไม่ออกเลย แต่สิ่งหนึ่งที่พอจับสังเกตได้ก็คือ รายละเอียด และบรรยากาศต่างๆรอบๆตัว การแพนเสียงรอบๆห้องของลำโพงเซอราวด์และ top ceiling ดูจะต่างและไม่แพรวพราว ระยิบระยับเท่า rmc-1 สักบางส่วน แต่บรรยากาศเมื่อเทียบกับ pre-pro 11 แชนแนล รุ่นอื่นๆของค่ายญี่ปุ่นก็ต้องถือว่าทำได้ดียิ่งกว่าในระดับที่น่าพอใจ แต่สิ่งที่ทำได้ดีและเหนือกว่ามากๆกับปรีในระดับราคาเดียวกันหรือประมาณไม่เกินสองแสน ก็คือ โทนัลบาล้านของเสียงที่ครบถ้วน รายละเอียดที่ดี ไม่ forward เกินจนบาดหู และไม่ทึบจนฟังแล้วรู้สึก muddy และก็ไม่ความรู้สึกว่าเน้นดีเทลจ๋าจนเบสบางเกินไป จึงสามารถจับกับลำโพงได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นลำโพงแนว home audio หรือแม้แต่ home cinema แท้ๆ อย่าง Procella, Klipsch ก็ไปด้วยกันได้ดี ทุกอย่างให้มาสมเหตุสมผล ฟังดี หนักแน่น ดูหนังสนุก และที่สำคัญ โทนเสียงก็อยู่ในระดับเดียวกับรุ่นพี่ rmc-1 เลย จะต่างกันแค่บรรยากาศโอบล้อมที่ดรอปลงมานิดหน่อย แต่เมื่อเทียบกับราคาเปิดตัวที่ให้มาแสนต้นๆ แต่ได้ปรีที่สามารถ process 9.1.6 แบบ native แท้ๆ ไม่ duplicate และได้แบรนด์ที่ made in USA แล้วนั้น ก็ต้องบอกว่าเป็นปรีที่คุ้มมากตัวนึง และเราความรู้สึกว่า ถ้าราคามาอย่างนี้ แล้วได้คุณภาพ กับฟังชั่นเท่านี้ เราคงต้องคิดแล้วว่า Pre-processor ค่ายอื่นๆที่ยังรองรับแค่ 11,13 แชนแนลนั้น จะเข็นอะไรออกมาสู้ ทั้งด้านคุณภาพเสียง ราคา และฟังชั่น ยกเว้นว่าจะสู้ด้วยข้อได้เปรียบเดียวที่พอจะมองเห็นในตอนนี้ก็คือ ความใช้ง่าย สมูธ ที่ปรี 11 แชนแนลญี่ปุ่นนั้นยังทำได้ดียิ่งกว่าปรี 16 แชนแนล แทบทุกตัว และทุกแบรนด์ครับ

Thai HD
0 /10

แสดงความคิดเห็น