Thai = เสียงไทยมาสเตอร์, Thai(C) = เสียงไทยโรง, Soundtrack(T) = เสียงซาวด์แทรกซับไทย, Soundtrack(E) = เสียงซาวด์แทรกซับอังกฤษ

เรื่องย่อ

หนังนำเสนอใจความสำคัญเรื่องการแบ่งชนชั้นไว้ชัดเจนมากที่สุดในเรื่อง โดยระบุไว้ว่าคนที่ขึ้นรถไฟจะมีตั๋วFirst Class ไปจนถึง ขึ้นฟรี แน่ๆว่ากลุ่มคนที่ขึ้นฟรีนั้นมีอยู่เต็มไปหมด และไม่ได้รับการดูแลอย่างดีเหมือนกับกลุ่มคนที่อยู่หัวขบวน มันจึงไม่แปลกที่จะเกิดการเปรียบเทียบ ‘ทำไมเขาได้กินสเต๊ก แต่เราได้กินแค่แท่งโปรตีน’ นั่นเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของความไม่เท่าเทียม ที่นำไปสู่การปฏิวัติเพื่อให้ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบนรถไฟขบวนนี้ แต่หากมองกลับไปที่จุดเริ่มแล้ว ในมุมของเจ้าของรถไฟหรือชนชั้นนำที่เสียเงินขึ้นมา ถ้ารถไฟขบวนนี้ไม่เปิดให้ขึ้นฟรี คนกลุ่มนี้คงจะตายเรียบ และไม่มีโอกาสได้มีชีวิตมาเรียกร้องอะไรอีก ในเมื่อขึ้นมาฟรีก็ไม่ควรได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียมรึเปล่า? ก็ขึ้นมาฟรี อยู่ฟรี ยังจะขอกินของดีๆฟรีๆอีกอย่างนั้นหรือ? ถ้าแบบนั้นจะมีการเสียเงินขึ้นมาบนขบวนทำไม ในเมื่อตั้งแต่ก้าวเท้าขึ้นรถไฟ มันก็ไม่เท่าเทียมกันแล้ว คนเสียเงิน ได้จ่ายเพื่อให้แลกเปลี่ยนกับความสบายสบาย แต่คนขึ้นฟรี ไม่ได้จ่ายอะไร แต่กลับเรียกร้องไม่มีที่สิ้นสุด (จนกว่าจะเท่าเทียม) ::ชนชั้นหรือหน้าที่?:: หากมองในช่วงแรก หนังเหมือนจะพาเราไปสู่โลกย่อส่วนที่มีการแบ่งชนชั้น แต่หากมองดีๆแล้วมันไม่ใช่แค่เรื่องของชนชั้น แต่มีเรื่องของหน้าที่เผ่านาเกี่ยวข้องด้วย คนท้ายขบวนที่มีความชำนาญ เช่น คนที่เล่นดนตรีได้ จะถูกเรียกไปขับกล่อมเพื่อให้ความเพลิดเพลินของคนหัวขบวน เด็กที่มีส่วนสูงตามที่กำหนด จำเป็นที่จะต้องไปทำหน้าที่แทนเครื่องจักรที่ชำรุด รวมไปถึงคนที่เป็นพ่อครัวทำโปรตีนแท่ง นี่จึงเป็นสาเหตุที่มีตั๋วฟรี เพราะถ้าขบวนนี้มีแต่ชนชั้นนำ แล้วใครจะมาทำหน้าที่กลุ่มนี้ จ่ายค่าตั๋วมาตั้งแพง ย่อมอยากอยู่สบายๆ ไม่งั้นจะจ่ายทำไม ในเมื่อจ่ายมาแล้ว คนที่ขึ้นฟรี ก็เหมือนถูกจ้างให้มาทำหน้าที่พวกนี้แทน ::ไม่ทำหน้าที่ ไม่เสียสละ = ไม่รอด:: ภาพเด็กถูกนำไปทำหน้าที่แทนเครื่องจักร ดูเป็นอะไรที่โหดร้ายมาก แต่หากฟังเงื่อนไขของคนสร้างรถไฟขึ้นมาแล้ว มันเป็นข้อความสำคัญที่น่าสนใจนะ หัวข้อนี้ค่อนข้างประณีตและวิจิตรบรรจงและเถียงกันได้ไม่จบ (มันไม่มีใครถูกหรือผิด 100%หรอก อยู่ที่เราเชื่อแบบไหน) ถามว่าใช้แรงงานเด็กต่อเนื่องแบบนั้น ถูกต้องมั้ย ในมุมของเด็กหรือแม่เด็ก ก็คงต้องมองว่าไม่ถูก ไม่ควร แต่หากมองภาพรวมทั้งSystemแล้ว มันมีแต่เด็กที่ส่วนสูงเท่านี้เพียงแค่นั้นที่สามารถทำอย่างงี้ได้ การเสียสละของเด็ก ทำให้คนบนรถไฟทั้งขบวนอยู่รอดได้ ไม่ใช่แค่ชนชั้นสูงที่นั่งทำผม หรือ เสพยาไปวันๆ แต่รวมทั้งพวกที่กำลังปฏิวัติด้วย เรากำลังมองว่าอยากให้เด็กรอด หรือ อยากให้คนทั้งรถไฟรอดกันล่ะ? คำถามแบบงี้เถียงกันให้ตายก็ไม่จบ เพราะเราชอบมีหลักคิดที่ต้องเสียสละให้เด็ก แต่เรื่องนี้มันก็มีแต่เด็กที่ทำได้ และถ้ารถไฟไปต่อไม่ได้ เด็กซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรถไฟก็ต้องตายด้วยอยู่ดี เราจะยอมโหดร้ายกับเด็กเพื่อให้รักษาSystem หรือ เราจะทิ้งSystemเพื่อให้ที่จะรักษาคุณธรรม (แต่อาจไม่มีใครรอดเลย) ซึ่งพระเอกคิดว่าสิ่งนี้มันไม่ถูก เลยระเบิดประตูรถไฟ ทำให้รถไฟคว่ำ ซึ่งจะมองว่า ‘โห พระเอกเป็นคนดีจังเลย ยอมช่วยเด็ก’ แต่อย่าลืมว่าบนรถนั่น ทั้งทหาร คนท้ายขบวน(ที่ยังอาจเหลือรอด) เด็กที่เรียนหนังสือ (เป็นเด็กเหมือนกันนะ) ชนชั้นนำที่ทำผม ดมกาวไปวันๆ ต้องตายเรียบทั้งหมด อย่างนี้เราจะเรียกว่าสิ่งที่พระเอกทำมีคุณธรรมได้รึเปล่า? ::ความอำมหิต/ความหิว/ความผิดของใคร:: พระเอกบอกว่าเกลียดคนสร้างรถไฟขบวนนี้ เพราะปล่อยเค้าไว้ท้ายขบวนโดยไม่มีอาหารเป็นเดือน ทำให้พระเอกฆ่าแม่ของเด็กคนนึง เพราะต้องการจะกินเด็ก นาทีนั้นพระเอกหิว แต่ไม่มีแท่งโปรตีนแจกเหมือนช่วงที่หนังเริ่มเล่า ถ้ามองในมุมพระเอกแล้ว อาจจะเหมือนว่าคนคุมขบวนได้กินของดีๆ แต่ทำไมไม่แบ่ง ทำให้ความอำมหิตของพระเอกถูกปลุกขึ้นมาจากความหิว แต่ในมุมของเจ้าของขบวน คนพวกนี้ขึ้นมาก็ฟรี เรียกร้องจะกิน จะกิน ซึ่งยังไม่ได้ทำประโยชน์อะไรให้ขบวนรถไฟนี้เลย และสมดุลก็ยังไม่เกิด ถ้าทุกคนได้กินของดีๆกันหมด มันดูเหมือนดี แต่รถไฟก็คงอยู่ต่อไปไม่ได้ เพราะปลาที่จะเปลี่ยนเป็นซูชิ ก็คงจะเกิดไม่ทัน สุดท้ายอาจจะไม่ใช่แค่ท้ายขบวนที่ฆ่ากันตาย แต่รวมทั้งพวกหัวขบวนด้วย ทรัพยากรบนโลกของเราเอง ก็มีจำนวนจำกัดเช่นกัน ทุกวันนี้มันดูเหมือนเรากินดีอยู่ดีได้ แต่เราก็กำลังเผาผลาญทรัพยากรบนโลกนี้ไปเหมือนกัน Systemทุนนิยมว่ามีเงินก็ซื้อนั่นซื้อนี่ได้ เป็นแค่มายา ของจริงคือ บนโลกใบนี้เหลือทรัพยากรเท่าไหร่ พระเอกขึ้นมาก็ฟรี แต่เรียกร้องอยากได้นั่นอยากได้นี่ พอไม่ได้ก็โทษว่าเป็นความผิดของคนสร้างรถไฟที่ทำให้พระเอกอดอยากจนต้องโหดเหี้ยม ทั้งๆที่ยังมีคนอื่นที่ยอมสละแขนตัวเองเพื่อให้ให้เด็กรอดด้วยซ้ำ ถ้ามองอีกมุมนึง มันก็ไม่ต่างกับการที่เรามองว่า คนที่ไม่จ่ายอะไรเลย แต่เรียกร้องอยากได้นั่นได้นี่ไปหมด แล้วใครจะไปทำให้ได้ ทรัพยากรมีจำกัด คนลงทุน ลงแรง ก็ควรจะได้สิ่งชดเชยดีๆ ไม่งั้นก็ไม่มีใครลงทุน ไม่มีใครซื้อตั๋ว รถไฟก็คงไม่เกิดขึ้นมา บางมุมผมก็เหมือนจะเข้าข้างเจ้าของรถไฟนะ แม้จะโหด แต่ถ้าไม่ทำSystemก็ล่ม ในมุมพระเอกเอง จริงๆก็อาจจะไม่ผิดที่คิดว่าคนอื่นเรียกขึ้นรถ แล้วปล่อยทิ้งๆขว้างๆ ทำให้คนต้องฆ่ากันเอง แต่ผมว่ามันก็เหมือนพระเอกอิจฉาคนหัวขบวนที่ได้กินดีอยู่ดีนั่นแหละ มันเลยเกิดการเรียกร้องว่า ทำไมคนนั้นได้ แล้วเราไม่ได้แบบเขา ทั้งๆที่จุดเริ่มของแต่ละคนมันก็ไม่เท่ากันแล้ว (จ่ายไม่เท่ากัน) ::สงครามไม่ทำให้อะไรดีขึ้น:: สิ่งที่แสบที่สุดของหนังเรื่องนี้ คือ ตาแก่หลังรถไฟที่จริงๆแล้วเป็นเพื่อให้นกับคนที่หัวรถไฟ คอยยุยงปลุกปั่นให้คนตีกัน เพื่อให้จะลดจำนวนประชากรบนรถไฟ เอาจริงๆ เหตุการณ์นี้ ผมแอบนึกถึงบรรดาม๊อบทั้งหลายแหล่เหมือนกันนะ มีคนสั่งการ และก็มีคนที่คลุกคลีกับคนที่ต้องการเรียกร้อง แท้จริงแล้วผลประโยชน์จากสงครามนี้ (กลับมาในหนังนะ) คือ คนที่รอดชีวิตจากสงคราม ที่ไม่มีประชากรมาแย่งอาหารที่มีจำกัดนั่นเอง แต่พระเอกไม่เข้าใจตรงจุดนี้ในตอนแรก เลยบุกต่อไปจนถึงหัวขบวน พระเอกไม่ได้คิดเรื่องลดจำนวนประชากร เพื่อให้รักษาSystem แต่พระเอกกำลังคิดทำสงคราม คิดแต่จะชนะ ไม่หยุดตั้งแต่ตอนที่ได้เนื้อที่เพิ่ม ซึ่งเมื่อถึงจุดสุดท้ายที่ความแค้นทั้งหลายแหล่พรั่งพรูออกมา ความแค้นและไฟสงครามก็ทำให้มนุษยชาติเหลือเพียงเด็กสองคนที่ไม่เคยอยู่นอกขบวนรถไฟมาก่อน (แล้วจะไปรอดมั้ย) คนที่เหลือตายเรียบ ทั้งๆที่ก่อนหน้านั้น มีบางคนยังได้กินซูชิ บางคนยังได้กินสเต๊ก บางคนอาจจะได้แท่งโปรตีน แต่ก็ยังมีชีวิตรอด สงครามทำลายทุกสิ่ง ทั้งชีวิต ทรัพย์สิน และทรัพยากรบนรถไฟ ::ความสงบสุขบนรถไฟ:: เราอาจคาดหวังให้รถไฟขบวนนี้สงบสุข (โลก) แต่ตราบใดที่คนกลุ่มหนึ่งบนรถขบวนนี้ยังรู้สึกไม่เท่าเทียม ก็จะเกิดการเรียกร้อง ในขณะที่คนที่อยู่หัวขบวน ก็ไม่ต้องการจะสละความสุขสบายส่วนตัวมาเพื่อให้แบ่งคนกลุ่มนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ คนหัวขบวนก็จะขัดขวางการเปลี่ยนแปลงSystem ส่วนคนท้ายขบวนก็พยายามจะเปลี่ยนแปลงSystem เพราะคาดหวังว่าSystemมันจะดีขึ้น ซึ่งเมื่อคนท้ายขบวนต่อสู้จนถึงที่สุดแล้ว มันก็เหลือเพียงตัวเลือกว่าจะทำลายทั้งSystem ซึ่งอาจจะมีคนเสียชีวิตตามมาอีกเยอะ (ผลกระทบแบบเปิดประตูระเบิดบนโลกแห่งความจริง เช่น ถ้าโลกนี้ไม่ใช่ทุนนิยม ไม่มีSystemเงินตรา ทุกคนก็ต้องไปออกป่าล่าสัตว์เอาเอง ปลูกข้าวเอง ไม่มีชลประทาน คนจะรอดมั้ยนะ?) หรือเราจะยอมเป็นส่วนหนึ่งของSystem โดยประพฤติตนเป็นคนหัวขบวนแทน ซี่งการปฏิวัติจากคนท้ายขบวนก็จะตามมาอีก ไม่จบไม่สิ้น ความสงบสุขบนรถไฟอาจจะเกิดขึ้นได้ถ้ามีการแบ่งปัน และทำให้ทุกคนเข้าใจหน้าที่ของตนมากกว่านี้ แต่ถึงจะเข้าใจ มันก็น่าคิดต่อว่า ถ้าจำนวนประชากรเกิน ใครล่ะจะอาสาเป็นผู้เสียสละ เพื่อให้ให้ประชากรอยู่ในปริมาณที่เหมาะสมกันล่ะ ?

Thai FullHD
6.7 /10
Snowpiercer (2020) ปฏิวัติฝ่านรกน้ำแข็ง - Ep.1
Snowpiercer (2020) ปฏิวัติฝ่านรกน้ำแข็ง - Ep.2
Snowpiercer (2020) ปฏิวัติฝ่านรกน้ำแข็ง - Ep.3
Snowpiercer (2020) ปฏิวัติฝ่านรกน้ำแข็ง - Ep.4
Snowpiercer (2020) ปฏิวัติฝ่านรกน้ำแข็ง - Ep.5
Snowpiercer (2020) ปฏิวัติฝ่านรกน้ำแข็ง - Ep.6
Snowpiercer (2020) ปฏิวัติฝ่านรกน้ำแข็ง - Ep.7
Snowpiercer (2020) ปฏิวัติฝ่านรกน้ำแข็ง - Ep.8
Snowpiercer (2020) ปฏิวัติฝ่านรกน้ำแข็ง - Ep.9
Snowpiercer (2020) ปฏิวัติฝ่านรกน้ำแข็ง - Ep.10

แสดงความคิดเห็น