Thai = เสียงไทยมาสเตอร์, Thai(C) = เสียงไทยโรง, Soundtrack(T) = เสียงซาวด์แทรกซับไทย, Soundtrack(E) = เสียงซาวด์แทรกซับอังกฤษ

เรื่องย่อ

Spider-Man: Far From Home รีวิว สไปเดอร์-แมน ฟาร์ ฟรอม โฮม หนังปิดท้ายเฟส 3 ต่อจาก Endgame ที่ทำมาเพื่อให้อธิบายเรื่องราวผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อจากตอนจบ รวมทั้งมีหน้าที่สานต่อไปยังเฟส 4 และยังต้องเดินเส้นเรื่องชีวิตความเป็นสไปเดอร์แมนของตนไปพร้อมกันอีกด้วย ซึ่งทั้ง 3 อย่างเรียกว่าเป็นหนังบังคับต้องดูพอๆ กับ Endgame เลยก็ว่าได้ ไม่งั้นคงดูภาคต่อไปไม่รู้เรื่องแน่ๆ ซึ่ง Spider-Man: Far From Home ก็ทำหน้าที่ของมันได้ดีในระดับหนึ่ง แต่อาจจะไม่บริบูรณ์สักเท่าไหร่ เหตุเพราะภารกิจที่ต้องเล่าเรื่องราวเยอะจนเกินกว่าโทนเรื่องวัยรุ่นของสไปดี้เวอร์ชั่นนี้จะไล่เก็บได้หมด หนังครึ่งแรกโฟกัสและปูเรื่องเริ่มไปที่ผลกระทบในสังคมของคนที่ถูกธานอสดีดนิ้ว และได้กลับมาใช้ชีวิตร่วมกับคนที่รอดจาก 5 ปีก่อน ซึ่งในหนังเล่าง่ายๆ เบาหวิว ประมาณว่าเหมือนสอบตกซ้ำชั้น แต่เพื่อให้นร่วมรุ่นเรียนจบไปแล้วแค่นั้น… ซึ่งทางมาร์เวลก็คงตัดสินใจเลือกเล่าแค่นี้แหละ ถึงเลือกเอาสไปเดอร์แมนเวอร์ชั่นนี้มาปิดท้ายให้เรื่องราวใน Endgame จบไปแบบชิลๆ ตามโทนหลักเช่นกัน คนดูก็คงไม่ต้องไปรื้อฟื้นหรือขุดคุ้ยทฤษฎีเหตุการณ์หลัง Endgame อีกต่อไปแล้ว เพราะมาร์เวลตั้งมั่นสตาร์ทเรื่องราวไปในทิศทางใหม่ชัดเจน หนังเลือกเปิดตัว Mysterio กับเหล่า Elemental อย่างไวตั้งแต่เริ่มฉากแรกเลย ซึ่งทำได้น่าสนใจ ทั้งชุด ความถนัดกึ่งเวทย์กึ่งวิทยาศาสตร์ ยิ่งด้วย “คาแรคเตอร์ลับลวงพราง” จากบทดั้งเดิมของตัวละครนี้ ก็ยิ่งทำให้คนดูจ้องโฟกัสจับผิดว่าจะใช่? หรือเปล่า? กับการเป็นตัวร้ายหรือตัวดี ซึ่งเจคเล่นได้อย่างดีเยี่ยม เอาจริงๆ หนังทำให้เห็นแบบที่ว่าได้ทั้งใช่ ไหมใช่ ทั้งคู่เลยด้วยซ้ำครับ ในส่วนของปีเตอร์เองก็ยังเน้นไปที่ชีวิตวัยรุ่นในโรงเรียนเหมือนภาคแรกไม่เปลี่ยน โดยภาคนี้เน้นหนักไปที่ภารกิจเที่ยวทัศนะศึกษาในยุโรปให้เห็นฉากท่องเที่ยวสวยๆ ไปพร้อมกับมิชชั่นจีบ MJ มาเป็นแฟนให้สำเร็จ โดยมีตัวขัดขวางป่วนชีวิตอย่าง “นิค ฟิวรี่” ที่ตามมากดดันให้ปีเตอร์รับหน้าที่กู้โลกแทนโทนี่ให้ได้… ซึ่งแม้ปีเตอร์จะรู้ว่าเขาเป็นหนี้โทนี่มากมากแค่ไหน แต่เขาก็เป็นแค่วัยรุ่นที่ต้องการสังคมเพื่อให้น มีความรัก อยากพิชิตสาวในฝันให้สำเร็จตามแผนที่วางไว้ ซึ่งหนังวางโจทย์นี้ไว้ให้ปีเตอร์แก้ เป็นแนว Coming of Age เรียนรู้หนทางกู้โลกไปพร้อมกับแก้ปัญหาหัวใจไปพร้อมกัน ซึ่งผมคิดว่าเอาจริงๆ แล้วรู้สึกสนุกกับช่วงซีนน่ารักของทั้งพระเอกและ MJ มากกว่าส่วนบู๊ๆ ของเรื่องด้วยซ้ำ คือไม่ใช่ว่าส่วนซีนแอ็กชั่น CG จะไม่ดี แต่มีความความคิดว่ามีภาคนี้แนวทางเหมือนกับภาค 2 ของ “โทบี้ แม็คไกวร์” ซึ่งเป็นภาคที่ถือว่าดีที่สุดตั้งแต่มีการสร้างสไปเดอร์แมนมาเลย แต่ในเวอร์ชั่นนี้แค่ถูกลดอายุลงมาให้ดูเด็กกว่าทั้งคู่ ซึ่งทั้งสองคนก็เล่นเข้าขากันได้ดี มีเคมีกุ๊กกิ๊กให้กัน แม้จะไม่สวยใสแบบภาคก่อน แต่นางเอกสไปดี้คนใหม่ก็สอบผ่านเลยครับ หนังครึ่งแรกแม้จะมีเส้นเรื่องหลายอย่างผสมกัน แต่หนังก็ทำได้ดี สนุกทั้งแอ็กชั่น ดราม่า ความรัก และขยันหยอดมุกตลกเผ่านาเรื่อยๆ จากหลายบทสมทบอย่างเพื่อให้นพระเอก ป้าเมย์ แฮปปี้ นิคฟิวรี่ จนแอบความรู้สึกว่ายัดมามากเกินไปเหมือนกัน แต่พอเข้าช่วงช่วงหลัง หนังแปลงเป็นสูตรสำเร็จมาร์เวลธรรมดา น้ำหนักเหตุผลตัวร้ายดูง่ายเกินไป แถมยังเฉลยออกมาทื่อๆ จับยัดใส่ปากอธิบายขายตรงเหมือนทีวีไดเร็กต์ แต่ยังดีที่ CG สกิลของตัวร้ายทำออกมาได้ลึกลับซับซ้อนน่าตื่นตาตื่นใจ แต่ก็ยังคงไว้ซึ่ง “คอนเซ็ปต์ตัวร้ายในวงแคบ” แบบวัลเจอร์ที่เป็นภัยเงียบใกล้บ้านในภาคแรก ซึ่งการวางสเกลของตัวร้ายไว้ระดับพอดีๆ เสมอกันกับพระเอก เป็นส่วนที่ทำให้หนังสไปเดอร์แมนดูเข้าถึงได้ง่าย เป็นซูเปอร์ฮีโร่ของชุมชน (และคนดู) โดยไม่ต้องโม้บ้าพลังยิ่งใหญ่ ก็ดูมีพิษมีภัยน่ากลัวได้มากเช่นกัน Spider-Man Far From Home จบพอดีด้วยการตอบโจทย์สำคัญที่แม้ในเรื่องไม่ได้มีพูดไว้ “พลังอันยิ่งใหญ่ มาพร้อมกับความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่” โควทในตำนานจากภาคสไปเดอร์แมนของโทบี้ ซึ่งในเวอร์ชั่นนี้ก็ทำได้ดีพอดีในแบบของทอม ทำให้ภาคนี้คงแปลงเป็นภาคที่น่าจดจำของแฟนคลับ สไปดี้ได้เหมือนที่โทบี้เคยทำไว้ได้เช่นกันครับ หลังจบหนังมีเอนด์เครดิตแรกเพื่อให้ปูไปภาคต่อไปชัดเจน ซึ่งถือว่าเป็นการพลิกโฉมการเดินเรื่องสไปเดอร์แมนในฉบับภาพยนตร์นัดแรกอีกด้วย เรียกว่าเป็นการปิดทิ้งทวนความน่าติดตามระดับ 10 และอาจจะโยงเป็นปลายเปิดไปยังหนังในเฟสต่อไปที่กำลังถ่ายทำกันอยู่ด้วย (อ่านจากสปอยล์ข้างล่างได้ครับ) ส่วนเอนด์เครดิตที่สองก็เผยให้เห็นแวบๆ ว่าเรื่องราวต่อไปจะเน้นไปยังห้วงอวกาศมากกว่าโฟกัสที่โลกแล้วแน่ๆ ซึ่งจะเป็นทิศทางแบบไหน ต้องรอลุ้นจากหนังเรื่องต่อไป

Thai HD
7.5 /10

แสดงความคิดเห็น