Thai = เสียงไทยมาสเตอร์, Thai(C) = เสียงไทยโรง, Soundtrack(T) = เสียงซาวด์แทรกซับไทย, Soundtrack(E) = เสียงซาวด์แทรกซับอังกฤษ

เรื่องย่อ

เรื่องย่อ เรื่องราวของคู่หูคู่ฮาและการออกจารกรรมผ่านชาติ แลนซ์ สเตอร์ริ่ง (วิล สมิธ) สายลับที่เจ๋งที่สุดในโลก เขาเท่ มีเสน่ห์ มีความสามารถร้ายกาจ การช่วยโลกคืออาชีพของเขา ไม่มีใครจะทำได้ดีไปกว่าเขาอีกแล้ว และ วอลเทอร์ (ทอม ฮอลแลนด์) คนที่มีจิตใจดีและแทบจะตรงผ่านกับแลนซ์โดยสิ้นเชิง ซึ่งเขาอาจไม่ใช่คนที่พูดคุยได้เก่งนัก และแม้ว่าเขาจะขาดความถนัดในการเข้าสังคม แต่ความถนัดเหล่านั้นก็ถูกทดแทนด้วยความฉลาดและช่างประดิษฐ์ วอลเทอร์เป็นนักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะผู้ประดิษฐ์อุปกรณ์ที่ใช้ในภารกิจต่าง ๆ ของแลนซ์นั่นเอง แต่เมื่อเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น เมื่อทั้งสองต้องหันมาเชื่อมั่นในตัวกันและกันในแง่มุมใหม่ ๆ และนี่เองที่หากพวกเขาไม่เรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกันเป็นทีม โลกทั้งใบอาจตกอยู่ในอันตรายใหญ่หลวง หนังเรื่องนี้นับเป็นแอนิเมชันเรื่องแรกของค่าย Blue Sky ที่ออกฉายหลังจากดิสนีย์ได้เข้าซื้อค่ายฟ็อกซ์เรียบร้อย ซึ่งตัวค่ายแอนิเมชันเองก็มีผลงานมาก่อนหน้านี้อย่างมาก ที่สร้างชื่อจริงจังเลยก็คือแฟรนไชส์ Ice Age และหนังคำชมเยี่ยมอย่าง The Peanuts Movie (2015) ซึ่งเป็นอีกค่ายที่มักมีหนังส่งเข้าฉายโรงแทบทุกปี โดยเรื่องสุดท้ายที่เข้าฉายบ้านเราคือหนังแอนิเมชันกระทิงหัวใจคิวต์อย่าง Ferdinand (2017) จึงเห็นได้ว่าหนังสายลับเรื่องนี้ที่ใช้เวลากว่า 2 ปี ในการผลิตน่าจะได้รับการดูแลอย่างพิถีพิถันทีเดียว ทั้งนี้อาจเพราะเป็นการให้โอกาสผู้กำกับคนใหม่จากสายโปรดักชันเดิมของค่ายขึ้นมาทำหนังใหญ่เต็มตัวนัดแรกอย่าง นิก บรูโน และ ทรอย เควน และยังเป็นการเปลี่ยนทัศนวิสัยในการผลิตแอนิเมชันของค่ายที่ต่างจากเดิมมาก สังเกตดี ๆ ว่าบลูสกายไม่ค่อยเน้นหนังที่ใช้มนุษย์เป็นตัวเดินเรื่อง ทั้งด้านการดีไซน์เองก็ชวนให้นึกถึงหนังแอนิเมชันฝั่งค่ายโซนี หรือดิสนีย์มากเสียกว่าของฟ็อกซ์ด้วย หรือจะตัวพลอตเองก็ตามนี่ไม่ใช่หนังในสไตล์เดิมของค่ายบลูสกายเลยก็ว่าได้ มันคงเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ใหม่ ใหญ่ และเสี่ยงจนต้องใช้เวลากับมันมากขึ้นก็ว่าได้ ว่ากันตามตรงเราได้ชมทีเซอร์ของหนังเรื่องนี้กันมาร่วมปีแล้ว (1 พฤศจิกายน 2018) แต่ตัวหนังก็ดีเลย์เลื่อนฉายมาอีกร่วม 4 ครั้ง จนกระทั่งแปลงเป็นหนังแอนิเมชันเรื่องสุดท้ายที่เข้าฉายในทศวรรษ 2010s ไปในที่สุด ซึ่งปกติเลื่อนแบบงี้มักเกิดจากกรณีหนังมีปัญหา แต่มองอีกมุมถ้าแก้ไขแล้วดีก็ถือว่าได้งานที่พิถีพิถันขึ้นมาเหมือนกันเพราะมีเวลาปรับปรุงเยอะขึ้น แล้วหนังเรื่องนี้ก็เข้าเกณฑ์หลังเพราะว่า หนังทำมาสนุกมากกกกกกก หนังได้แรงบันดาลใจห่าง ๆ อิงจากแอนิเมชันขนาดสั้นของ ลูคาส มาร์เทล เรื่อง Pigeon: Impossible (2009) เกี่ยวกับความวายป่วงระหว่างสายลับกับนกพิราบที่บังเอิญได้ครองอาวุธไฮเทคล้ำสมัยของสายลับนิรนามนั้นเข้า (ลองหาดูในยูทูบได้เป็นหนังใบ้ที่สนุกดี หรือกด ที่นี่ เลย) โดยชื่อของแอนิเมชันสั้นถูกนำมาใช้ในฐานะชื่อระหว่างงานสร้าง (Working Title) ของหนังเรื่องนี้ด้วย ทั้งนี้ก็ต้องยกเครดิตให้ แบรด โคปแลนด์ จาก Ferdinand และ ลอยด์ เทย์เลอร์ จาก The Wild (2006) ที่ศึกษางานหนังสปายและหนังแนวคู่หูผิดฝาผิดขั้วมาดี แม้จะเป็นแนวที่ทำซ้ำกันมาเยอะมาก แต่หนังเรื่องนี้ก็ใช้ทั้งสูตรสำเร็จแนวคู่หู แนวแอ็กชัน แนวสายลับที่มีอุปกรณ์ไฮเทคพิศดารอย่างมาก ผสมการพลิกแพลงเรื่องราวนอกกรอบแบบแนวไซไฟที่คนเปลี่ยนเป็นนกพิราบมาสร้างทางใหม่ให้หนังได้ ซึ่งที่ลองทำแผลง ๆ ได้ง่ายเพราะแก่นกลางจากแนวหนังสูตรสำเร็จมันแข็งแรงพอด้วยนั่นเอง สำหรับตัวละครก็แทบจะออกแบบมาให้เหมาะเจาะกับดาราที่มารับพากย์เสียงเลยไม่ว่าจะสายลับผิวสีสุดเนี้ยบเครางามนาม แลนซ์ ที่ได้ วิล สมิธ มารับบท (และหน้าตาตัวละครนึกว่าเป็นวิล สมิธเองเลยด้วย) หรือจะชายหนุ่มน้อยแสนเนิร์ดแสนซนอย่าง วอลเทอร์ ที่ชวนให้นึกถึงคาแรกเตอร์กวน ๆ แบบ ทอม ฮอลแลนด์ อยู่มากเหมือนกัน โดยชื่อของ 2 ตัวละครนำก็เป็นการตั้งเพื่อให้ให้เกียรติคารวะแด่ วอลเทอร์ แลนซ์ (Walter Lantz) แอนิเมเตอร์ชั้นครูผู้ให้กำเนิดตัวละคร Woody Woodpecker ด้วย เมื่อคาแรกเตอร์ดีไซน์และคนพากย์พอดีหนังก็รอดไปเกินครึ่งตัวแล้ว เพราะต้องยอมรับว่า 2 ตัวละครนี้คือคีย์หลักของเรื่องจริง ๆ คอนทราสต์ระหว่างสายลับชั้นหนึ่งของโลกที่มั่นใจในตัวเอง บินเดี่ยวไม่ชอบทำงานเป็นทีม ทั้งยังยึดคติโลกนี้มันโหดร้าย ต้องใช้ไฟต้านไฟ จะใจดีกับวายร้ายไม่ได้เด็ดขาด กับอีกคนเป็นเด็กชายหนุ่มโลกสวยนักประดิษฐ์ที่เชื่อว่าความเพี้ยนที่ทุกคนมองผ่านหัวตลอดเวลาของเขา สักวันจะนำโลกสู่สันติสุขได้ โดยที่ไม่ต้องประหัตประหารใครอีก เขาเลยออกแบบอุปกรณ์มหัศจรรย์อย่างมากที่ไม่อาจฆ่าใครได้ทั้ง ระเบิดกากเพชรที่ฉายรูปแมวเหมียวเพื่อให้ให้วายร้ายจิตใจอ่อนโยนลง เป็นต้น คือพลอตง่าย ๆ แค่นี้ล่ะแต่นำมาขยี้ความขัดแย้งได้สนุกนักแล มาเอ๋ยถึงส่วนที่น่าชื่นชมแบบเกินความคาดหวังกันบ้างนั่นก็คือฉากแอ็กชัน ที่มันพะยะค่ะ มาก ๆ เด่นสุด ๆ ก็มุมกล้องบางฉากที่ทำดีอย่างกับหนังแอ็กชันเพียว ๆ ด้วยซ้ำ มุกต่าง ๆ ก็เป็นมุกสภาวะที่ฮาแบบเข้าใจง่ายทั้งยังอาศัยข้อดีของคาแรกเตอร์มาเล่นได้อย่างดี โดยเฉพาะเรื่องธรรมชาติของนกพิราบที่เล่นได้ไม่รู้เบื่อ ช็อตซึ้ง ๆ ก็มีมาแบบพอกระแทกใจแต่ไม่ถึงคร่ำครวญ มาพอให้ชวนคิดได้อย่างดี โดยเฉพาะเรื่องของวิธีต่อสู้กับความเลวร้ายด้วยความร้ายแรงเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือเปล่า และสูตรสำเร็จที่พลาดไม่ได้อีกประการคือหนังมีตัวร้ายที่ดี ดีในที่นี้คือมีภูมิหลังความประพฤติที่น่าเห็นอกเห็นใจมีมิติ และมีความฉลาดเก่งกาจโหดเหี้ยมจนรู้สึกได้ว่าฮีโรสามารถพ่ายแพ้ได้จริง ๆ ซึ่งก็ได้ เบน เมนเดลสัน ตัวร้ายจาก Rogue One (2016) และ Ready Player One (2018) มาให้เสียงพากย์ที่ดูน่ายำเกรงด้วย ส่วนความตื่นตาตื่นใจก็เว่อมากมันมากเช่นกัน ทั้งฉากตะลุยรังยากูซ่าในญี่ปุ่น หรือฉากตะลุมบอนในเม็กซิโก ฉากเพลี่ยงพล้ำในเวนิส และที่เด็ดดวงก็ต้องยกให้ฉากปิดท้ายเรื่องที่จัดหนักแบบครีเอตสุด ๆ เป็นอีกเรื่องที่แนะนำสำหรับคอการ์ตูนและคอหนังสายลับครับ เปิดปีดูหนังอิ่มสุขอย่างนี้น่าจะได้อารมณ์ดีไปตลอดปีเลยนะ หนังเปิดรอบพิเศษตั้งแต่วันนี้ไป และจะเข้าฉายจริงแบบเต็มโปรแกรมวันที่ 9 มกราคม ใครสะดวกตอนไหนก็จัดไปเลย

Thai FullHD
6.8 /10

แสดงความคิดเห็น