Thai = เสียงไทยมาสเตอร์, Thai(C) = เสียงไทยโรง, Soundtrack(T) = เสียงซาวด์แทรกซับไทย, Soundtrack(E) = เสียงซาวด์แทรกซับอังกฤษ

เรื่องย่อ

The Incredible Hulk (2008) มนุษย์ตัวเขียวจอมพลัง บรูซ แบนเนอร์ (เอ็ดเวิร์ด นอร์ตัน) นักวิทยาศาสตร์ที่ใช้ชีวิตอยู่ในเงามืดเอาแต่คิดค้นวิธีเยียวยารักษาอารมณ์ ในขณะที่พวกกระหายสงครามก็ไม่ปล่อยให้เขาได้อยู่อย่างสันติ หรือยอมให้ได้ใช้ชีวิตอย่างแฮปปี้กับ เบ็ตตี้ รอส (ลิฟ ไทเลอร์) หญิงคนรักของเขา ส่วนในโลกที่เต็มไปด้วยแสงสีและความศิวิไลซ์ ดิ แอ็บโบมิเนชั่น (ทิม รอท) ก็ไล่ล่าแพทย์อัจฉริยะอย่างไม่ลดละ เขานี่แหละคืออสรพิษร้ายตัวฉกาจที่จะต่อกรกับ เดอะ ฮัลค์ ให้ได้ ศึกระหว่างคู่อริจากหนังสือการ์ตูน ก็ประทุขึ้นเมื่อ บรูซ แบนเนอร์ จำเป็นต้องอาศัยพลังยอดมนุษย์ในตัวเข้าช่วยมหานครนิวยอร์กที่ถูกถล่มแหลกลาญ!เราได้เห็นภาพนักวิทยาศาสตร์ชายหนุ่ม บรูซ แบนเนอร์ (เอ็ดเวิร์ด นอร์ตัน) ออกตามล่าหาวิธีรักษาผลพวงของการได้รับรังสีแกมม่า ที่ส่งผลเป็นพิษต่อเซลล์เนื้อเยื่อของเขา และไปปลดปล่อยพลังโกรธที่ควบคุมไม่ได้ภายในตัวเขา ซึ่งทำให้เขากลายร่างเป็นมนุษย์ตัวเขียวจอมพลัง หรือ ฮัลค์The Incredible Hulk มาพร้อมกับเรื่องราวของบรูซ แบนเนอร์ (เอ็ดเวิร์ด นอร์ตัน) นักวิทยาศาสตร์ผู้ปราดเปรื่อง เดอะฮัค ที่พยายามค้นคว้าหาวิธีทำลายรังสีแกมม่า ซึ่งกำลังกลืนกินร่างกายของเขา เมื่อยามโกรธ ตื่นเต้นหรือเครียด ทำให้เขาสามารถกลายร่างเป็น เดอะฮ้ล์ค ยักษ์ตัวเขียว ผู้มีพลังมหาศาลจนยากเกินควบคุม ด้วยเหตุฉะนี้ บรูซจึงใช้ชีวิตอย่างสันโดษ ตัดขาดออกจากเพื่อให้นฝูงและอลิซาเบธเพื่อให้หลีกเลี่ยงอันตรายจากความผิดปกติของเขาเมื่อเอ๋ยถึงการเดินเรื่องของ The Hulk ถือว่ารวดเร็ว ฉับไวมากพอสมควร แบบไม่ต้องมีกล่าวเกริ่นนำให้มากความ เพราะยังไงก็ไม่เหมือนภาคก่อนหน้านี้ (ฉบับอั้งลี่) อยู่แล้วถ้าเคยดูจากภาคแรก ซึ่งเป็นผลงานของอั้งลี่ จะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน เนื้อเรื่องก็ไม่ซับซ้อน เหมือนกับฉบับการ์ตูนพอดีมากกว่าเดิม อารมณ์จริงจังอย่างที่ควรจะเป็น และไม่มีการโชว์เทคนิคตัดต่อ (ชอบตัดแบบรวม 4 ภาพรวมกันเป็นภาพเดียว) เหมือนกับภาคแรกให้รำคาญสายตา เอ่ยถึงฉากการไล่ภล่มของยักษ์เขียวจอมพลัง ทั้งการไล่ถล่มทัพนายพลธันเดอร์โบลท์ และช็อตปะทะกับ ดิ อะโบมิเนชั่น ก็เร้าใจดี แต่บู๊ไม่ค่อยสุดเท่าใหร่ เหมือนกับยังกั๊กส่วนดราม่า (จากภาคแรก) ไว้อยู่ บางครั้งก็ให้นึกถึงเรื่อง King Kong ขึ้นมาตงิดๆ ซึ่งผมความคิดว่ามี ดิ อะโบมิเนชั่น ตอนท้ายเรื่องกลับขาดทีเด็ดที่จะต่อกรกับเดอะฮัล์คให้สูสีกว่านี้สักนิด ในตอนท้ายเรื่องดูเหมือนผู้สร้างหนังเรื่องนี้จะหามุขมาสรรสร้าง ในภาคต่อไป (ที่อาจจะมี) ซึ่งเดอะฮัล์คก็หนักแน่นซะจนนายโทนี่ สต๊าด (หากเคยดู Iron Man ก็น่าจะรู้จักดี) โผล่มาร่วมแจมกับเขาด้วย ซึ่งผมความคิดว่ามีเป็นโฆษณาแฝงมากกว่า เพราะเวลาฉายของหนังทั้งสองเรื่องก็ใกล้เคียงกันพอดีนายแบนเนอร์กับเดอะฮัล์ค เป็นคาแร็กเตอร์ที่เหมือนกับนิยายเรื่อง ด็อกเตอร์เจเคิ่ล กับนายไฮด์ ซึ่งเป็นผลงานการประพันธ์ของโรเบิร์ต หลุยส์ สตีเวนสัน (พ.ศ.2393 – 2437) โดยตัวละครเอกของทั้งสองเรื่องต่างมีสองบุคลิกที่ขัดแย้งกันอยู่ในตัว แต่นิยายเรื่องนี้ก็เป็นแรงบันดาลใจให้กำเนิดเดอะฮัล์คขึ้นมาโลดแล่นทั้งในฉบับการ์ตูนของมาร์เวลคอมมิค และฉบับภาพยนตร์เมื่อเอ๋ยถึงการเดินเรื่องของ The Hulk ถือว่ารวดเร็ว ฉับไวมากพอสมควร แบบไม่ต้องมีกล่าวเกริ่นนำให้มากความ เพราะยังไงก็ไม่เหมือนภาคก่อนหน้านี้ (ฉบับอั้งลี่) อยู่แล้วถ้าเคยดูจากภาคแรก ซึ่งเป็นผลงานของอั้งลี่ จะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน เนื้อเรื่องก็ไม่ซับซ้อน เหมือนกับฉบับการ์ตูนพอดีมากกว่าเดิม อารมณ์จริงจังอย่างที่ควรจะเป็น และไม่มีการโชว์เทคนิคตัดต่อ (ชอบตัดแบบรวม 4 ภาพรวมกันเป็นภาพเดียว) เหมือนกับภาคแรกให้รำคาญสายตา เอ่ยถึงฉากการไล่ภล่มของยักษ์เขียวจอมพลัง ทั้งการไล่ถล่มทัพนายพลธันเดอร์โบลท์ และช็อตปะทะกับ ดิ อะโบมิเนชั่น ก็เร้าใจดี แต่บู๊ไม่ค่อยสุดเท่าใหร่ เหมือนกับยังกั๊กส่วนดราม่า (จากภาคแรก) ไว้อยู่ บางครั้งก็ให้นึกถึงเรื่อง King Kong ขึ้นมาตงิดๆ ซึ่งผมความคิดว่ามี ดิ อะโบมิเนชั่น ตอนท้ายเรื่องกลับขาดทีเด็ดที่จะต่อกรกับเดอะฮัล์คให้สูสีกว่านี้สักนิด ในตอนท้ายเรื่องดูเหมือนผู้สร้างหนังเรื่องนี้จะหามุขมาสรรสร้าง ในภาคต่อไป (ที่อาจจะมี) ซึ่งเดอะฮัล์คก็อดทนซะจนนายโทนี่ สต๊าด (หากเคยดู Iron Man ก็น่าจะรู้จักดี) โผล่มาร่วมแจมกับเขาด้วย ซึ่งผมความรู้สึกว่าเป็นโฆษณาแฝงมากกว่า เพราะเวลาฉายของหนังทั้งสองเรื่องก็ใกล้เคียงกันพอดีเมื่อกล่าวถึงการเดินเรื่องของ The Hulk ถือว่ารวดเร็ว ฉับไวมากพอสมควร แบบไม่ต้องมีกล่าวเกริ่นนำให้มากความ เพราะยังไงก็ไม่เหมือนภาคก่อนหน้านี้ (ฉบับอั้งลี่) อยู่แล้วถ้าเคยดูจากภาคแรก ซึ่งเป็นผลงานของอั้งลี่ จะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน เนื้อเรื่องก็ไม่ซับซ้อน เหมือนกับฉบับการ์ตูนพอดีมากกว่าเดิม อารมณ์จริงจังอย่างที่ควรจะเป็น และไม่มีการโชว์เทคนิคตัดต่อ (ชอบตัดแบบรวม 4 ภาพรวมกันเป็นภาพเดียว) เหมือนกับภาคแรกให้รำคาญสายตา เอ่ยถึงฉากการไล่ภล่มของยักษ์เขียวจอมพลัง ทั้งการไล่ถล่มทัพนายพลธันเดอร์โบลท์ และช็อตปะทะกับ ดิ อะโบมิเนชั่น ก็เร้าใจดี แต่บู๊ไม่ค่อยสุดเท่าใหร่ เหมือนกับยังกั๊กส่วนดราม่า (จากภาคแรก) ไว้อยู่ บางครั้งก็ให้นึกถึงเรื่อง King Kong ขึ้นมาตงิดๆ ซึ่งผมความคิดว่ามี ดิ อะโบมิเนชั่น ตอนท้ายเรื่องกลับขาดทีเด็ดที่จะต่อกรกับเดอะฮัล์คให้สูสีกว่านี้สักนิด ในตอนท้ายเรื่องดูเหมือนผู้สร้างหนังเรื่องนี้จะหามุขมาสรรสร้าง ในภาคต่อไป (ที่อาจจะมี) ซึ่งเดอะฮัล์คก็กล้าแกร่งซะจนนายโทนี่ สต๊าด (หากเคยดู Iron Man ก็น่าจะรู้จักดี) โผล่มาร่วมแจมกับเขาด้วย ซึ่งผมคิดว่าเป็นโฆษณาแฝงมากกว่า เพราะเวลาฉายของหนังทั้งสองเรื่องก็ใกล้เคียงกันพอดีบรูซ แบนเนอร์ (เอ็ดเวิร์ด นอร์ตัน) นักวิทยาศาสตร์ที่ใช้ชีวิตอยู่ในเงามืดเอาแต่คิดค้นวิธีเยียวยารักษาอารมณ์ ในขณะที่พวกกระหายสงครามก็ไม่ปล่อยให้เขาได้อยู่อย่างสันติ หรือยอมให้ได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับ เบ็ตตี้ รอส (ลิฟ ไทเลอร์) หญิงคนรักของเขา ส่วนในโลกที่เต็มไปด้วยแสงสีและความศิวิไลซ์ ดิ แอ็บโบมิเนชั่น (ทิม รอท) ก็ไล่ล่าคุณหมออัจฉริยะอย่างไม่ลดละ เขานี่แหละคืออสรพิษร้ายตัวฉกาจที่จะต่อกรกับ เดอะ ฮัลค์ ให้ได้ ศึกระหว่างคู่อริจากหนังสือการ์ตูน ก็ประทุขึ้นเมื่อ บรูซ แบนเนอร์ จำเป็นต้องอาศัยพลังยอดมนุษย์ในตัวเข้าช่วยมหานครนิวยอร์กที่ถูกถล่มแหลกลาญ!

Thai FullHD
6.7 /10

แสดงความคิดเห็น