Thai = เสียงไทยมาสเตอร์, Thai(C) = เสียงไทยโรง, Soundtrack(T) = เสียงซาวด์แทรกซับไทย, Soundtrack(E) = เสียงซาวด์แทรกซับอังกฤษ

เรื่องย่อ

The Irishman (2019) คนใหญ่ไอริช The Irishman เล่าเรื่องราวในชั่วระยะเวลาร่วม 50 ปีในชีวิตของ แฟรงค์ ชีแรน (โรเบิร์ต เดอ นีโร) จากคนขับรถบรรทุกส่งขาหลังวัวไปทำสเต๊ก สู่แวดวงมาเฟียด้วยการชักชวนของ รัสเซล บัฟฟาลิโน (โจ เพสซี) ที่เปลี่ยนให้แฟรงค์ได้ลิ้มรสการฆ่าคนเพื่อให้เลี้ยงชีพในฐานะมือปืน ก่อนเขาจะได้เลื่อนขั้นไปเป็นผู้ติดตามของ จิมมี ฮอฟฟา (อัล ปาชิโน) เจ้าพ่อแห่งสหภาพแรงงานที่นำลาภยศชื่อเสียงมาให้แฟรงค์ได้สัมผัส แต่ในแวดวงสีเทา..มิตรและหลังวิวาทะอันร้อนแรงจากการไปวิจารณ์หนังมาร์เวลว่าเป็นเพียงแค่สวนสนุกไม่ใช่ภาพยนตร์ ก็คงจะพอทำให้คนรุ่นใหม่ได้ยินและรู้จักชื่อ มาร์ติน สกอร์เซซี (Martin Scorsese) บ้าง แม้จะในฐานะศัตรูแห่งยุคสมัยของหนังซูเปอร์ฮีโรมาร์เวลก็ตามทีเถอะ แต่หากจะให้กล่าวถึง สกอร์เซซี หรือ ลุงมาร์ตี้ แบบพอสังเขปก็พอบอกได้ว่าผลงานของลุงส่วนใหญ่มักเกี่ยวพันกับเรื่องราวแนวแอนตีฮีโร ชีวิตตัวเอกมักเผชิญกับชะตากรรมที่บัดซบเป็นประจำเพื่อให้จะได้ก้าวผ่านวิบากกรรมชีวิตตัวเอง ซึ่งมีทั้งหนังตลกอาชญากรรมอย่าง The King of Comedy (1982) หนังดราม่าประวัติบุคคลสำคัญทั้ง นักมวย (Raging Bull, 1980) ดาไลลามะ (Kundun, 1997) มหาเศรษฐี (The Aviator, 2004) พ่อมดตลาดหุ้น (The Wolf of Wallstreet,2013) โดยหนังของลุงมาร์ตี้จะเด่นเรื่องความร้ายแรงเป็นหลัก และหนังแนวหนึ่งที่ลุงมาร์ตี้ทำเป็นประจำได้แก่หนังมาร์เฟีย ที่เด่นที่สุดเห็นจะเป็น Goodfellas (1990) ที่สื่อเมืองนอกอดนำมาเปรียบเทียบกับ The Irishman เรื่องนี้ไม่ได้ ทั้งการเล่าเรื่องของมิตรภาพลูกผู้ชายในแวดวงมาเฟีย รวมทั้งการปรากฎตัวของขาประจำหนังลุงมาร์ตี้ทั้ง โรเบิร์ต เดอ นีโร และ โจ เพสซี ซึ่งก็มาจาก Goodfellas เหมือนกัน แม้กระนั้นก็ต้องบอกว่า The Irishman เองก็เป็นเครื่องพิสูจน์การบ่มเพาะประสบการณ์ทำหนังจนได้สถานะ Master of Cinema หรือ เอตทัคคะด้านภาพยนตร์คนหนึ่งในโลกภาพยนตร์ของชายชื่อ มาร์ติน สกอร์เซซี ได้เป็นอย่างดีความโดดเด่นของบทภาพยนตร์ The Irishman ของ สตีเฟน ซิลเลียน (ซึ่งดัดแปลงมาจากนิยายของ ชาร์ลส์ แบรนด์) คือการใช้ระยะเวลา 50 ปีในชีวิตตัวละครเพื่อให้บอกเล่าคู่ขนานไปกับประวัติศาสตร์ของอเมริกา ตั้งแต่การบุกคิวบาอันล้มเหลวที่ เบย์ออฟพิก หรือการลอบฆ่าประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคนเนดี โดยใช้เหตุการณ์ทางการเมืองมากล่าวถึงกระแสลมเปลี่ยนทิศที่ผลักตัวละครให้เผชิญปมปัญหาได้แนบเนียน (หากเปรียบกับนิยายไทยก็อาจจะใกล้เคียงกับ ประชาธิปไตยบนเส้นขนานของ วินทร์ เลียววาริณ) โดยหนังสร้างโลกมาเฟียที่มีโครงสร้างชัดเจนผ่านสหภาพแรงงานที่ประธานสหภาพแทบไม่ต่างจากหัวหน้าแก๊ง เป็นSystemอุปถัมภ์แบบเจ้าพ่ออย่างบริบูรณ์แบบ ซึ่งข้อดีสิ่งแรกเลยคือทำให้มันต่างจากหนังมาเฟียส่วนใหญ่ที่จะวนเวียนกับการค้าของเถื่อน หรือฆ่ากันเพราะขัดผลประโยชน์ทางการค้า แต่ใน The Irishman กลับเล่นอยู่สองหัวข้อที่โดดเด่นนั่นคือ สายสัมพันธ์ และ กลไกอำนาจ ที่ขับเคลื่อนให้ตัวละครรุ่งเรือง หรือ ตกต่ำ ไปจนถึง ประสานผลประโยชน์ หรือ แตกหัก ได้อย่างเป็นเหตุเป็นผล และกระทบกับอารมณ์ความรู้สึกคนดูได้อย่างร้ายแรงยิ่งกว่าฉากยิงกันเลือดกระจายเสียอีกถ้าจะว่าถึงเรื่องข้อความสำคัญสายสัมพันธ์ ในหนังมาร์ติน สกอร์เซซี ที่โดดเด่นมากได้แก่เรื่องครอบครัวที่นับเป็นสายสัมพันธ์ที่อดทนที่สุด แต่ใน The Irishman กลับให้ แฟรงค์ ชีแรน แทบไม่คอนเน็กต์กับครอบครัวตัวเองเลย ในหนังเราจะเห็นภาพเขากลับบ้านมาแป๊บ ๆ ก็ต้องออกไปทำงาน หรืออาการห่างเหินกับบุตรสาวอย่างเพ็กกี ก็ทำให้คิดว่าสำหรับครอบครัวแล้ว เขาไม่ต่างจากคนแปลกหน้าเท่าใดนัก ตรงกันผ่านกับความเกี่ยวข้องกับรัสเซล หรือจิมมีที่เขาพร้อมตายถวายหัวและทำเรื่องอัปมงคลเพื่อให้ “ครอบครัวสีเทา” ของเขามากกว่า ซึ่งการปูพื้นเรื่องความห่างเหินกับครอบครัวตัวเอง หรือสายสัมพันธ์สีเทาในครอบครัวมาเฟียของแฟรงค์ นับเป็นระเบิดเวลาชั้นดีเมื่อถึงบทสรุป และที่สำคัญคือมันทำให้ช็อตสุดท้ายของหนังดูสงบนิ่งแต่ทรงพลังเป็นอย่างมากอีกด้วย. ว่ากันถึงเรื่องกลไกอำนาจ The Irishman ฉลาดมากที่ดึงเหตุการณ์การเมืองเป็นฉากหลังเล่าเรื่องคู่ขนานกันไป เพราะมันทำให้เกิดภาพเปรียบเทียบเปรียบเปรยอย่างแยบยลของการเมืองระดับประเทศอย่างเก้าอี้ในทำเนียบขาวและเก้าอี้ประธานสหภาพแรงงาน เพราะในขณะที่นิกสันกับเคนเนดีแข่งขันกันจนข้างหลังได้อำนาจ ในสหภาพเอง จิมมี ก็เพลี่ยงพล้ำเสียคะแนนและเก้าอี้ประธานสหภาพให้แก่ โทนี โพร (สตีเฟน เกรแฮม) จนเขาต้องหาทางกลับสู่อำนาจโดยหารู้ไม่ว่ามันจะทำให้ความข้องเกี่ยวในองค์กรต้องระส่ำระสายและอาจหมายความว่าความเกี่ยวเนื่องระหว่างเขากับมิตรแท้รอบกายอีกด้วย จนอดนึกถึงเพลง ยิ่งสูงยิ่งหนาว ไม่ได้เพราะยิ่งขึ้นไปสูงเท่าไหร่ยิ่งหาคนรอบกายยากขึ้นทุกทีได้อย่างเห็นภาพมาก ๆอีกสิ่งที่น่าศึกษาในหนังของลุงมาร์ตีได้แก่ เทคนิคในการถ่ายทำ และภาษาภาพยนตร์ต่าง ๆ เช่นเดียวกับ The Goodfellas ที่โดดเด่นด้านการถ่ายแบบลองเทคเพื่อให้บ่งบอกถึงความเป็นคนพิเศษของตัวละคร หรือการถ่ายแบบ ดอลลีซูม เพื่อให้ถ่ายทอดภาวะอะไรบางอย่างในบทสนทนาแล้ว The Irishman ก็เต็มไปด้วยงานภาพที่น่าสนใจอย่างมากโดยนอกจากลองเทคที่โดดเด่นในหลายช็อตแล้ว การตัดต่อของหนังเองก็ยังกำหนดอารมณ์ของคนดูได้อย่างดี ตั้งแต่การตัดสลับระหว่าง แฟรงค์ในปัจจุบันกำลังเล่าเรื่องในอดีต ไปจนถึงการเล่าย้อนจากช่วงเวลาหนึ่งไปยังจุดเริ่มของเรื่องราวก็ถือว่าเป็นลูกเล่นที่ลุงมาร์ตี้เล่นกับเงื่อนเวลาได้อย่างสนุกสนาน แต่สิ่งที่โดดเด่นกว่าภาษาหนังที่นับเป็นความเชี่ยวชาญของลุงมาร์ตี้แล้ว ก็เห็นจะเป็นเทคโนโลยี ดีเอจจิง (De-Aging CGI) ที่เกิดจากความรั้นของลุงมาร์ตีเองที่ไม่อยากแคสต์ดาราหนังคนอื่นมารับบทวัยชายหนุ่มของตัวละคร และไม่อยากให้แปะมาร์กเกอร์เพื่อให้ทำโมชัน แคปเจอร์ (Motion Capture) เพราะจะกระทบกับการแสดงของดารา ผลคือ ตากล้องของหนังอย่าง รอดริโก ปริเอโต ต้องถ่ายหนัง 3 กล้องพร้อมกัน ได้แก่ กล้องฟิล์มเป็นกล้องหลัก และกล้องดิจิทัลพร้อมริก CGI ที่สามารถให้ภาพหลังทำเอฟเฟกต์ลดอายุแบบคร่าว ๆ ได้เลย ที่ช่วยให้ลุงมาร์ตีได้ใช้ดาราหนังชุดเดียวกัน แลกกับงบประมาณของหนังที่ถูกผลักไปถึง 159 ล้านเหรียญ ซึ่งก็ถือว่าเป็นการใช้เทคโนโลยีที่ชาญฉลาดเพราะมันให้ภาพที่แนบเนียนมาก ที่แน่ ๆ คือเนียนกว่าหน้า วิล สมิธ วัยชายหนุ่ม ใน GEMINI MAN แน่ ๆ ครับ ฮ่าาาาสำหรับดารา น่าจะไม่ต้องพูดแนะนำอะไรมากแล้ว แค่ได้เห็น โรเบิร์ต เดอ นีโร, อัล ปาชิโน, โจ เพสซี และ ฮาร์วีย์ ไคเทล ร่วมจอแบบแทบจะแปลงเป็นหนังเลี้ยงรุ่นดาราคู่บุญของลุงมาร์ตีก็กำไรของคอหนังแล้ว แต่ที่สำคัญเรายังได้เห็นทั้งดาราที่หายหน้าไปนานโผล่มาอย่าง แอนนา พาควิน อดีตสาวโร้กแห่ง X-Men ก็มารับบท เพ็กกี บุตรสาวที่เหินห่างกับพ่อ แม้จะได้บทน้อยไปหน่อยก็เถอะ หรือจะเป็น เจสซี พลีมอนส์ จากซีรีส์ Breaking Bad และ Fargo มารับบทลูกชายซื่อบื้อของจิมมี สร้างเสียงฮาได้ไม่น้อยเลย หรือจะเป็น เรย์ โรมาโน ที่มารับบททนายของแฟรงค์ตอนต้นเรื่องได้อย่างมีสีสันมาก ๆ และมีลุ้นรางวัลด้านการแสดงบนเวทีออสการ์ปีหน้าหลากสาขาแน่ๆ แม้ตอนแรกที่กดดูในแอป Netflix จะแอบหวั่นใจกับความยาวหนังถึง 3 ชั่วโมงครึ่ง แต่ดูเข้าจริง ๆ มันกลับผ่านไปอย่างรวดเร็ว ด้วยการกำกับหนังที่แม่นย่ำมากของมาร์ติน สกอร์เซซี และ การแสดงของผู้แสดงทุกคนที่สาดพลังใส่กันเต็มเหนี่ยว จะมีเสียดายก็แม้กระนั้นบ้านเราไม่มีโอกาสดูหนังเรื่องนี้ในโรง เพราะงานภาพของหนังเหมาะกับการดูในโรงมากครับหนังเล่าเรื่องชีวิตกว่าห้าสิบปีของ แฟรงค์ เชียแรน (โรเบิร์ต เดอ นีโร) มาเฟียชาวไอริชที่รอดชีวิตจากสงครามเข้ามาทำมาหากินในแผ่นดินอเมริกา ไต่เต้าจากคนขับรถส่งเนื้อแช่แข็ง ไปสู่การเป็นมือขวาของมาเฟียตัวพ่ออย่าง รัสเซล บัฟฟาลิโน (โจ เพสซี) ทำงานกับผู้นำสหภาพแรงงานคนสำคัญในประวัติศาสตร์อเมริกาอย่าง จิมมี่ ฮอฟฟา (อัล ปาชิโน) ก่อนจะก้าวขึ้นเป็นผู้นำเขตแรงงานคนสำคัญ ผ่านร้อนผ่านหนาวอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งของเหล่ามาเฟียต่างๆ นานา ทำงาน “ทาสีบ้าน” ให้กับมิตรสหายด้วยความซื่อสัตย์ มีศักดิ์ศรี ยึดมั่นในคำสัญญา และแลกมาด้วยความเจ็บปวด ก่อนที่จะต้องเผชิญหน้ากับความรวดร้าวสาหัสจากครอบครัวอันเป็นสิ่งเดียวที่เขาต่อสู้และอุทิศตนให้มาตลอด ใน The Irishman แฟรงค์ เชียแรน จึง (น่าจะ) เป็นแก๊งสเตอร์ คนสุดท้าย (คนอื่นไปนอนคุยกับรากอะโวคาโดกันหมดแล้ว) และเรื่องราวทั้งหมดไม่ว่ามันจะสร้างบาดแผลให้ใคร ทำให้ใครต่อใคร, รวมทั้งคนที่เขารักมากที่สุด, ต้องเจ็บปวดเกลียดชังสักแค่ไหน แฟรงค์ ก็ทำได้แค่ยอมรับมัน และอธิบายได้แค่ว่า “มันต้องเป็นอย่างที่มันเป็น” และเขาจึงต้อง “ทำอย่างที่ควรต้องทำ” เท่านั้น บางทีคนเราก็ไม่ได้มีทางเลือกในชีวิตมากนักหรอกครับ

Thai FullHD
7.9 /10

แสดงความคิดเห็น

สุ่มหนังเรื่องอื่นๆ