Thai = เสียงไทยมาสเตอร์, Thai(C) = เสียงไทยโรง, Soundtrack(T) = เสียงซาวด์แทรกซับไทย, Soundtrack(E) = เสียงซาวด์แทรกซับอังกฤษ

เรื่องย่อ

The Karate Kid ภาพยนตร์ที่โด่งดังสุดๆ เมื่อปี 1984 หรือประมาณ 26 ปีที่แล้ว จะถูกนำกลับมาสร้างใหม่ใน ปีพ.ศ.นี้โดยเมื่อครั้ง The Karate Kid ในเวอร์ชั่นเก่านั้นได้ ราล์ฟ มักซิโอ มาแสดงเป็นตัวเอก และทำให้เขาเป็นที่จับตามองในฐานะดาราคนใหม่ไฟแรงส่วนบทของอาจารย์ มิยางิ ที่รับบทโดย แพต โนริตะ ก็ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาดาราหนังชายสมทบยอดเยี่ยมอีกด้วย The Karate Kid ในเวอร์ชั่นใหม่นี้ เปลี่ยนฉากต่อสู้จากอเมริกามาอยู่ที่จีนแทน และบางคนอาจจะสงสัยว่า ในเรื่องมันเป็นกังฟูชัดๆเลย แล้วทำไมยังตั้งชื่อว่า คาราเต้ อีก ครับ ภาคนี้เปลี่ยนการต่อสู้มาเป็นกังฟู แต่สาเหตุที่ยังใช้ชื่อเดิมก็เพราะว่า เป็นการให้เกียรติกับฉบับดังเดิม สำหรับ The Karate Kid ในเวอร์ชั่นใหม่นี้ ใครจะรู้บ้างว่า พ่อวิล สมิธ และแม่ จาด้า พินเกตต์ สมิท รับหน้าที่เป็นผู้อวยการสร้าง เรียวว่าออกเงินให้ลูกได้เล่นหนังว่าอย่างนั้นเถอะ โดยได้ แฮโรลด์ ซวอร์ต (Harald Zwart) คนที่เคยผ่านงานกำกับมาแล้วจากภาพยนตร์เรื่อง The Pink Panther 2 มากำกับให้ และสำหรับคนเขียนบท ไมเคิล ซอคซิโอ (Michael Soccio) ผมขอชมจากใจจริงๆ ว่าเขียนบทได้เก่งมากอุดช่องโหว่ได้เนียนมาก ไม่มีเหลือให้เห็นเลย ทุกเหตุการณ์ในเรื่องนี้มีเหตุและผลของมันอย่างพอดีพอดี มีบทดราม่า มีบทแอ็คชั่น มีเรื่องของครอบครัว มีเรื่องของกีฬา มีเรื่องของการ สุข เศร้า เหงา ทุกข์ สนุก เฮฮา ไว้อย่างครบถ้วน เขาเขียนได้เก่งจริงๆ ครับ ถ้าภาพยนตร์แอ็คชั่นของไทยเรา มีคนเขียนบทเก่งๆแบบงี้บ้างก็คงจะดีไม่น้อยนะครับ The Karate Kid เป็นเรื่องราวของ เด็กชายวัย 12 ขวบ เดร ปาร์กเกอร์ (เจเดน สมิธ) ชายหนุ่มน้อยจากเมืองดีทรอยต์ประเทศอเมริกาที่ต้องย้ายตาม ม่าม้าของเขา(ทาราจิ พี. เฮนสัน) มาอยู่ยังกรุงปักกิ่ง เมืองจีน ที่นี่เดรได้เจอกับ เหม่ยอิง (ฮันเหวินเหวิน) นักไวโอลินสาว ที่กำลังจะลงสมัครคัดเลือกตัวเพื่อให้เข้าสถาบันดนตรีปักกิ่งอยู่ และ เชง อันธพาลประจำโรงเรียนที่คอยรังแกเดรอยู่เสมอ แต่แล้วโชคชะตาก็เข้าข้าง เมื่อคนดูแลตึก ฮัน(เฉินหลง)เริ่มฝึกฝนกังฟูให้กับเดร และฮันก็สอนเดรให้รู้ว่ากังฟูไม่ได้มี แค่การเตะต่อยเพียงแค่นั้นเดรจึงตระหนักได้ว่าการประจันหน้ากับเหล่าเด็กเกเรคราวนี้จะเป็นการต่อสู้ที่สำคัญในชีวิตของเขา ก่อนที่ เจเดน สมิธ (Jaden Smith) จะมาเล่นเรื่องนี้ ได้เคยผ่านงานการแสดงมาแล้ว จากเรื่อง Untitled Chris Gardner Project (ยิ้มไว้ก่อนพ่อสอนไว้) เรื่องนี้ เจเดนเล่นประกบผู้เป็นพ่อเขา วิลล์ สมิธ (Will Smith)ส่วนอีกเรื่องคือ The Day The Earth Stood Still (วันพิฆาตสะกดโลก) ถึงแม้ว่าเจเดน จะผ่านด้านการแสดงมาแล้วถึงสองเรื่อง แต่ทั้งสองเรื่องที่ผ่านมาบทเขาไม่ค่อยเด่นนัก บวกกับเขายังเล็กเกินไปที่จะแสดงให้ถูกใจคนดูได้ แต่สำหรับ เรื่องนี้ ผมอยากปรบมือดังๆให้กับน้อง เจเดน สมิธ เขาเล่นได้สุดยอดมากตีบททุกบทแตกกระจุยไม่ว่าจะ เป็นบทเศร้า บทสมุทร้น บทบู้ การแสดงสีหน้าเจ็บปวดในตอนท้ายเรื่อง น้ำตาคลอเบ้า เข้าตาผู้ตัดสินเลยทีเดียว เรียกว่าแจ้งเกิดได้สบายๆจากภาพยนตร์เรื่อง ผมฟังธงได้เลยว่า เจเดน สมิธ จะได้เป็นซูเปอร์สตาร์แทนที่พ่อของเขาได้อย่างสบายๆ เลย ในส่วนเฮียเฉินหลง คงไม่ต้องพูดมากแล้วเฮียแกขั้นเทพในด้านการแสดงอยู่แล้ว หลังๆนี้ถึงแม้ว่าเฉินหลงต้องมารับบทเบาๆ ไม่บู๊แหลกเหมือนเมื่อก่อน แต่งานก็ยังวิงชนอย่างไม่ขาดสายจะมองว่าในปีนี้ตั้งแต่ต้นปีหนังที่เฉินหลงแสดงก็มีถึง 3 เรื่องด้วยกันแล้วนี้ก็เป็นเครื่องการันตีแล้วว่า เฮียแกเป็นซูปเปอร์สตาร์ตัวจริง เสียงจริง สำหรับ ทาราจิ พี เฮนสัน (Taraji P. Henson) ที่รับบทเป็นแม่ของเดรนั้น ผมเห็นหน้าคุณออกฉากทีไรให้นึกไปถึงเพื่อให้นคู่หูตัวดำของคุณเฉินหลงในเรื่องหนึ่งไม่ได้เลย ปากหนาๆ ตาโตๆ เสียงดุๆ อย่างงี้แหละใช่เลย ภาพยนตร์เรื่องนี้ดำเนินเรื่องดีมาตั้งแต่ต้น แม้ว่าฉากบางฉากเป็นฉากเดินเรื่องซึ่งอาจจะน่าเบื่อสักหน่อยอย่างในช่วงแรกๆ แต่ผู้สร้าง ก็สามารถดึงอารมณ์ร่วมของหนังทำให้ผู้ชมไม่สามารถละสายตาออกจากภาพยนตร์ได้เลย ฉากสวยเหมือนเราได้ไปเที่ยวเมืองจีนมา พระราชวังต้องห้ามเทียนอันเหมิน ซึ่งเป็นมรดกโลกอีกสถานที่หนึ่ง, กำแพงเมืองจีน อันนี้มีอยู่ฉากหนึ่งที่เดรไปฝึกกังฟูบนยอดกำแพง กล้องแพนจากมุมสูงลงมาเรื่อยๆ ไล่ตามสันเขาไปตามกำแพงเมืองจีนเรื่อยๆ แล้วมาหมุนรอบที่เดรกับฮันสวยมากครับ, สนามกีฬารังนก อันนี้พึ่งผ่านไปไม่นานกับกีฬาโอลิมปิกดู ตอนที่เดรและเหม่ยอิงเข้าไปเดินเล่นในลานน้ำพุและก็ให้นึกถึงลานหน้าสยามพาราก้อนบ้านเราจัง มีอีกฉากที่ยังประทับใจผมอยู่คือฉากตอนที่เดรเข้าไปในโรงเรีนนฝึกกังฟู (โรงเรียนเบจิง เสาหลิน วูซู สคูล) แล้วมีเด็กนักเรียนแต่งชุดกีดั้งเดิมสีแดงอยู่เต็มสนามไปหมด นั้นคือกิจกรรมอย่างหนึ่งของโรงเรียนแห่งนี้ ซึ่งต้องออกมาทำท่ากังฟูทุกๆ เช้า ดูฉากนี้แล้วหลังจากนั้นก็ทำให้นึกถึงภาพยนตร์ไทยเรา จะมีสักกี่เรื่องที่หาฉากอย่างนี้ออกมาอวดสายตาบ้าง ลานกว้างๆ เด็กเต็มสนาม เข้าแถวอย่างเป็นกฎระเบียบ กำลังรำมวยไทยอยู่ ไม่เคยเห็นเลยครับจริงๆ นอกจากความสนุกที่ดำเนินไปตามจังหวะของมันแล้ว

Thai HD
5.2 /10

แสดงความคิดเห็น