Thai = เสียงไทยมาสเตอร์, Thai(C) = เสียงไทยโรง, Soundtrack(T) = เสียงซาวด์แทรกซับไทย, Soundtrack(E) = เสียงซาวด์แทรกซับอังกฤษ

เรื่องย่อ

The Maus (2017) เรื่องไหนถูกยกย่องว่าเป็น "ภาพยนตร์แห่งปี 2017" คันฉัตร รังษีกาญจน์ส่อง เก็บโผรายชื่อหนังที่สำคัญมาไว้ให้แล้วในคอลัมน์ สำส่อนทางความรื่นเริง เป็นประจำที่เดือนธันวาคมของทุกปีจะมีโพลจัดชั้นหนังแห่งปีออกมาอย่างมาก แถมอาจจะมากเกินไปจนเราไม่รู้ว่าจะเชื่อเจ้าไหน หรือถ้าต้องการจะดูหนังสำคัญของปี 2017 พลาดไปนี่ควรจะใช้โพลสำนักใดเป็นแนวทางล่ะเนี่ย สำหรับตัวผมแล้ว โพลที่ติดตามตามเสมอชอบเป็นการจัดชั้นจากนิตยรับสารภาพยนตร์สามเจ้าดังจากสามประเทศ ได้แก่ Sight & Sound (อังกฤษ) Cahiers du Cinema (ฝรั่งเศส) และ Film Comment (สหรัฐอเมริกา) สาเหตุคือนิตยสารกลุ่มนี้มีเนื้อหาเข้มข้น (และอ่านเข้าใจยากอยู่หลายครั้ง) ไม่ใช่เพียงหนังสือที่นำเสนอการเปลี่ยนแปลงในแวดวงเบิกบาน แต่มีบทความที่เป็นธีมเฉพาะเจาะจง และเน้นความสำคัญของการิจารณ์ภาพยนตร์ เช่นนั้นแล้วเราลองมากันดูว่าครับว่าปีนี้นิตยสารชื่อดังทั้งสามเลือกหนังอะไรเป็นชั้นหนึ่ง Sight & Sound เช่นเดิมว่าปีนี้ Sight & Sound จากประเทศอังกฤษยังเป็นเจ้าแรกที่ประกาศท็อปเท็นก่อนเพื่อให้น โดยผลโหวตได้จากนักวิจารณ์ ภัณฑารักษ์ และนักวิชาการ 188 คนทั่วโลก แต่ละคนจะเลือกหนังได้ 5 เรื่อง และผลออกมาว่าชั้นหนึ่งคือหนังอเมริกันเรื่อง Get Out ของผู้กำกับ จอร์แดน พีล ซึ่งเข้าฉายในบ้านเราด้วยเมื่อผลออกมาเป็น Get Out ก็เกิดเสียงกังขาขึ้นบางส่วน ส่วนใหญ่ยอมรับว่าหนังสนุกและมีไอเดียที่น่าสนใจ แต่ไม่ได้โดดเด่นขนาดจะคว้าที่หนึ่ง แต่ทั้งนี้ด้วยSystemการโหวตที่ให้เลือกได้ห้าเรื่อง มีความเป็นได้สูงที่นักวิจารณ์จำนวนมากจะเลือก Get Out แม้ว่าอาจไม่ได้ชอบมันมากที่สุด เช่นนั้นแล้วหนังชั้นหนึ่งอาจไม่ใช่หนัง ‘ดี’ ที่สุด แต่อาจเป็นหนังที่ ‘เข้าถึง’ นักวิจารณ์ได้มากที่สุด อย่างไรก็ดี Get Out เป็นหนังที่เป็นที่รักทั้งในหมู่นักวิจารณ์และคนดู ด้วยเรื่องราวเริ่มเกี่ยวกับชายหนุ่มผิวสีที่เดินทางไปเยี่ยมพ่อแม่ของแฟนสาวผิวขาว ก่อนที่หนังจะนำไปสู่ทิศทางที่คาดไม่ถึง เป็นข้อพิสูจน์ว่าหนังสยองขวัญที่ถูกสร้างขึ้นอย่างซ้ำซาก ยังสามารถหาแนวทางใหม่ๆ ได้เสมอ บรรยากาศคงเป็นสิ่งที่โดดเด่นที่สุดของ Get Out ทั้งความหลอนแบบกึ่งซีเรียสกึ่งขำ (ใครที่ได้ดูหนังเรื่องนี้คงไม่มีวันลืมฉากแม่บ้านพูดคำว่า No No No ได้แน่ๆ) แต่ขณะเดียวกันก็มีความตลกแบบมุทะลุแบบหนังคนดำ เช่นการโหวกเหวกโวยวาย พูดประโยคยาวเฟื้อย และการสบถเป็นชุด แต่ข้อความสำคัญสำคัญที่ทำให้ Get Out โด่งดังคงเป็นความร่วมสมัยของมัน การเล่าถึงสถานะเหยื่อของชาวผิวสีสอดคล้องไปกับกระแสเรียกร้องสิทธิคนดำ Black Lives Matter ที่ยังเป็นใจความสำคัญอยู่เรื่อยๆ รวมทั้งความเหิมเกริมของพวกคนขาวขวาจัด (White Supremacist) ที่ทำให้คนดำรู้สึกถูกคุกคาม หรือคนผิวขาวและไม่ขาวที่ยังสติดีก็คงตระหนักได้ว่าสังคมมีความผิดปกติ ไม่เกินเลยที่จะกล่าวว่า Get Out เป็นกระจกสะท้อนภาพสหรัฐอเมริกาในยุคประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์Cahiers du Cinema ต่อมาคือนิตยสาร Cahier du Cinema จากฝรั่งเศสซึ่งขึ้นชื่อเรื่องรสนิยมเฉพาะตัวไม่เหมือนใคร โพลของเจ้านี้มักสร้างความมึนงงให้กับคนในแวดวงอยู่เสมอ ไม่เว้นแต่ปีนี้ที่ชั้นหนึ่งเป็น Twin Peaks: The Return ของ เดวิด ลินช์ นำมาซึ่งข้อถกเถียงอย่างอย่างมาก เหตุเพราะมันเป็นซีรีส์ฉายทางโทรทัศน์ความยาว 18 ตอนเอาเข้าจริงนี่ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจนัก เพราะเทรนด์ปัจจุบันคือเส้นแบ่งระหว่างภาพยนตร์กับซีรีส์นับวันจะยิ่งจางลงทุกที โดยเฉพาะตัวแปรสำคัญอย่าง Netflix ที่มีผู้กำกับคนที่ใครๆก็รู้จักหลายท่านไปทำหนังให้ (เช่นเรื่อง Okja ของ บองจุนโฮ หรือ The Irishman หนังปี 2019 ของมาร์ติน สกอร์เซซี) ข้อความสำคัญน่าคิดก็คือ ทำไม Cahiers ถึงนำ Twin Peaks มาร่วมพิจารณาในโพล ‘หนังยอดเยี่ยม’ แบบงี้ต้องเปลี่ยนชื่อโพลเป็นหนังและซีรีส์ยอดเยี่ยมไหม และ Cahiers ได้พิจารณาซีรีส์เรื่องๆ อื่นหรือเปล่า แต่ถ้ามองผ่านความดราม่าทั้งหลาย ปฏิเสธไม่ได้ว่า Twin Peaks: The Return เป็นผลงานน่าตื่นตะลึงของปีนี้ เท้าความก่อนว่านี่คือซีรีส์เกี่ยวกับการสืบสวนคดีฆาตกรรมหญิงสาวที่สองซีซั่นแรกออนแอร์เมื่อปี 1990-1991 จนราวสิบกว่าปีต่อมา อยู่ดีๆ ลินช์ก็เฮี้ยนลุกขึ้นมาทำซีซั่นสาม ด้วยเงื่อนไขที่เขายื่นกับช่อง Showtime ว่าเขาต้องมีสิทธิขาดในการกำกับ ห้ามทางช่องมาแทรกแซงเด็ดขาด ผู้ชมที่ได้ดู Twin Peaks: The Return พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ‘โคตรหลอน’ และ ‘ดูไม่รู้เรื่อง’ (ฮา) แต่ข้อดีคือลินช์ทำซีรีส์ชุดนี้อย่างไม่มีความประนีประนอมใดๆก็ตาทั้งสิ้น ยกเช่นตอน 8 อันโด่งดังที่มีฉากคอนเสิร์ตของวง Nine Inch Nails ต่อด้วยภาพเหตุการณ์ลองระเบิดปรมาณูที่เม็กซิโกปี 1945 (!?) พร้อมกับเพลงประกอบสุดหลอน Threnody to the Victims of Hiroshima ของคริสตอฟ เพนเดเรซกี ที่ใช้เครื่องสายจำนวน 52 ชิ้น แน่ๆว่าคนดูงงกันเป็นแถบ แต่จะมีสักกี่ครั้งที่ความเซอร์ระดับนี้ถูกฉายผ่านทางโทรทัศน์ได้Film Comment ปิดท้ายด้วยนิตยสาร Film Comment จากสหรัฐอเมริกาที่ยกตำแหน่งหนังแห่งปีให้ Good Time ของเบนนี และ จอช แซฟดี้ หนังเล่าถึงสองพี่น้องที่บุกปล้นธนาคาร แต่ด้วยความผิดพลาดข้างน้องชายผู้มีอาการบกพร่องทางจิตจึงถูกส่งเข้าคุก เดือดร้อนถึงข้างพี่ชายที่ต้องพยายามทำทุกวิถีเพื่อให้หาเงินมาประกันตัวน้องชายฟังพล็อตของ Good Time แล้วอาจจะรู้สึกเฉยๆ ว่ามันเป็นหนังแนวโจรกรรม (Heist film) ทั่วไป แต่หนังมีความเฉพาะตัวด้วยโทนอารมณ์แบบติดไฮสปีดประหนึ่งคนเมายาเกือบตลอดเรื่อง ทั้งการตัดต่อฉับไว กล้องที่ส่ายไปมา หรือโดดเด่นที่สุดคงหนีไม่พ้นสกอร์เพลงอิเล็กทรอนิกจาก Oneohtrix Point Never นอกจากนั้น Good Time ยังนำเสนอภาพของเมืองนิวยอร์กอันแสนวุ่นวายและเต็มไปด้วยอาชญกรรมได้อย่างเข้มข้น ชนิดที่ใครเคยไปนิวยอร์กมาแล้วจำเป็นจะต้องอุทานว่า “นี่แหละใช่เลย” ไม่น่าแปลกใจที่ Good Time จะครองใจ Film Comment ที่ผลโหวตส่วนใหญ่มาจากนักวิจารณ์อเมริกัน และลึกๆ แล้วสารของ Good Time ยังสอดแทรกเรื่องการดิ้นรนของชนชั้นล่างด้วย ซึ่งเป็นอีกลักษณะสำคัญของอเมริกายุคหลังทรัมป์เป็นใหญ่ อีกคนที่ต้องกล่าวถึงก็คือดารานำอย่าง โรเบิร์ต แพตทินสัน ที่ได้รับคำชมอย่างท่วมท้น น่าเสียดายว่าหนังอาจจะไม่แรงพอจนส่งเขาไปเวทีออสการ์ เป็นที่สังเกตว่าหลังจากหมดเวรหมดกรรมจากหนังชุด Twilight แล้ว แพตทินสันเลือกบทให้ตัวเองได้น่าสนใจมาก (ข่าวกล่าวว่าเขาติดต่อไปยังพี่น้องแซฟดี้โดยตรงเพื่อให้ขอร่วมงานด้วย) จนตอนนี้แพตทินสันไม่ใช่แค่ชายหนุ่มหล่อหน้าซีดๆ แต่กลายสถานะเป็นผู้แสดงที่ไว้ใจได้บทสรุป ในปีนี้หนังชั้นหนึ่งจากสามนิตยรับสารภาพยนตร์ทรงอิทธิพลมีความหลากหลายมากขึ้น ไม่เหมือนกับปี 2016 ที่ทั้งสามเจ้ายกตำแหน่งหนังแห่งปีให้กับหนังตลกร้ายเยอรมัน Toni Erdmann (ที่ถูกออสการ์เมินอย่างน่าสะดุ้ง) อย่างไรก็ตาม หนังทั้งสามเรื่องมีจุดร่วมตรงกันคือเป็นหนังที่นำเสนอสภาพสังคมที่ไม่น่าอภิรมย์นัก ทั้งการถูกกดขี่ของคนผิวสีใน Get Out, ฝันร้ายของมนุษย์และวิกฤตการดำรงอยู่ใน Twin Peaks: The Return และความปากกัดตีนถีบของคนชายขอบใน Good Time ซึ่งนี่อาจเป็นภาพแทนชีวิตของเราในปี 2017 ก็เป็นได้

Thai FullHD
4.8 /10

แสดงความคิดเห็น